
เพิ่งไปลงทะเบียนเพิ่มการจัดงาน “Scratch Day at Faculty of Information Technology, KMITL” ที่เว็บของ Scratch Day มาครับ น่าจะเป็นการจัดงานเกี่ยวกับ Scratch ที่เป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ปีนี้งานนี้จัดเป็นส่วนนึงของงาน “It’s IT” ที่จัดเป็นปีที่ 2 แล้วประมาณสิงหาคมปีนี้อาจจะมี Scratch Day แบบเต็มๆอีกรอบ โดยจะเปิดรับบุคคลทั่วไปด้วยครับ
Update: เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพฯ ทำให้งาน Scratch Day จะเลื่อนจัดไปเป็นช่วงงานครบรอบ 50 ปีสถาบันฯนี้แทนครับ โดยจะมีการเปิดอบรม Scratch Programming ให้กับครูและอาจารย์ในโรงเรียนประถมและมัธยมจำนวน 30 ท่าน (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 รายละเอียดเพิ่มเติมและวิธีการสมัครสามารถดูได้ที่ http://www.it.kmitl.ac.th/openhouse
Tagged: Scratch Day May 13, 2010

ไปทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้านอาหาร Fuji แล้วลอง Scan หา WIFI พบ SSID ดังรูปครับ ไม่รู้ว่า Fuji มีร้านกีฬาร้อนด้วยหรือเนี่ย???
Tagged: Fuji, Hotspot, SSID, WIFI May 11, 2010
ดูจากชื่อเรื่องแล้ว ดูน่าติดตามใช่ไหมครับ
อย่างที่พวกเราคงรู้จัก World Wide Web หรือ WWW เป็นอย่างดีว่าเป็นการเครือข่ายหรือระบบการเชื่อมโยงของเอกสาร hypertext ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าเราลองวาดรูปดูว่าเอกสาร hypertext หน้านี้มีการเชื่อมโยงไปเอกสาร hypertext หน้าไหนบ้าง เราก็สามารถเป็นรูปเครือข่ายการเชื่อมโยงของเอกสารได้นั่นเอง
ทีนี้เราลองมาดูรูปเครือข่ายการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเพศของนักเรียนมัธยมปลายในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผลงานวิจัยโดยทีมวิจัยของคุณ Peter S. Bearman ในชื่อเรื่อง “Chains of Affection: The Structure of Adolescent Romantic and Sexual Networks” ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Sociology เล่มที่ 110 ฉบับที่ 1 หน้า 44-91 ในปี 2004 ซึ่งในรูปจะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มของนักเรียนมัธยมปลายที่ทีมวิจัยของคุณ Peter ได้ทำการศึกษาวิจัยได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครและมีการเชื่อมโยงต่อไปหาใครบ้าง
โดยนักเรียนผู้ชายจะถูกแสดงด้วยจุดหรือวงกลมสีแดงในรูป และนักเรียนผู้หญิงจะถูกด้วยจุดหรือวงกลมสีน้ำเงิน ส่วนเส้นที่เชื่อมต่อระหว่างจุดคือความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดขึ้นครับ ดูจากรูปคงไม่ต้องอธิบายว่านี่คือรูปเครือข่ายใยแมงมุมของความสัมพันธ์ทางเพศ (World Wide Web of Sex) นั่นเอง
ปล 1. ผมหาเส้นเชื่อมเส้นเขื่อมต่อระหว่างจุดสีน้ำเงินกับสีน้ำเงิน หรือระหว่างสีแดงกับสีแดง ไม่เจอครับ 555+
ปล 2. ไม่รู้ว่ารูป World Wide Web of Sex ของนักเรียนมัธยมปลายในประเทศไทยเป็นยังไงเหมือนกัน ไม่รู้มีทีมวิจัยไหนวาดไว้บ้างหรือเปล่าเนี่ย …..
Tagged: Network, Sex October 15, 2008

(Image courtesy of Randall Munroe, creator of the xkcd webcomic)
ใกล้จะสอบ Mid-term วิชา Problem Solving in Information Technology (PSIT) แล้ว ต้องบอกว่าผมรู้สึก enjoy กับการอ่านและสอน Python มากครับ ผมเองก็ได้เห็นรูปการ์ตูนด้านบนนี้มาหลายที่แล้วเหมือนกัน แต่เพิ่งมาสังเกตคำบรรยายรูป (Alt-text) ของรูปการ์ตูนนี้ซึ่งเขียนโดยคุณ Randall Munroe วันนี้เอง รู้สึกประทับใจกับคำสาธายายสรรพคุณของ Python ดังด้านล่างนี้เป็นอย่างยิ่งครับ เลยอยากเอามาฝากให้ทุกคนได้อ่านกันครับ
“I wrote 20 short programs in Python yesterday. It was wonderful. Perl, I’m leaving you.”
Randall Munroe, creator of the xkcd webcomic
Credit: 6.189 A Gentle Introduction to Programming Using Python
January (IAP) 2008
Tagged: PSIT, Python July 24, 2008
หลังจากที่ไม่ได้อัพเดท Blog เป็นเวลานาน จริงๆที่ผ่านมามีเรื่องหลายเรื่องจะเขียน แต่ยังขาดข้อมูลประกอบเลยต้องเว้นไปก่อน บังเอิญเมื่อวานได้อ่านบทความของหนุ่มเมืองจันท์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 23-29 พฤษภาคม 2551 หน้าที่ 24 ในชื่อเรื่องว่า “เครื่องแบบ” เลยทำให้ผมนึกอยากเขียนบทความนี้ลงใน Blog ขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้เคยคิดในเรื่องนี้มาเป็นระยะๆแล้ว และจะได้มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้กับทุกๆคนครับ
เนื่องจากบทความของหนุ่มเมืองจันท์ค่อนข้างยาว ผมจึงขอคัดเฉพาะข้อความที่สำคัญมาเท่านั้น บทความเรื่อง “เครื่องแบบ” นั้นเริ่มต้นจากประเด็นการรีแบรนด์จาก TelecomAsia เป็น True
ศุภชัย เจียรวนนท์ จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ กำจัดอุปสรรคแห่งความคิดสร้างสรรค์ในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นผนังกั้นระหว่างฝ่าย หรือ เน็คไท ที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์อุดตันอยู่ที่ลำคอ รวมถึงเครื่องแต่งกาย ที่เปิดให้พนักงานแต่งตัวได้ตามสบาย เสื้อยืดได้ กางเกงยีนส์ได้ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยเพื่อให้ความคิดสร้างสรรค์เปล่งประกายออกมา จนวันนี้ “ทรู” ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความทันสมัยไปแล้ว
ในขณะที่โลกแห่งการทำงานกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “เครื่องแต่งกาย” เขาค้นพบแล้วว่า “เครื่องแต่งกาย” เป็นหนึ่งใน “กรอบ” ที่ทำให้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่เจริญเติบโต นั่นคือโลกแห่งชีวิตจริงหลังผ่านรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในโลกในมหาวิทยาลัย ไม่น่าเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งกำลังหมุนทวนเข็มนาฬึกา หยิบยกเรื่อง “เครื่องแบบนิสิตนักศึกษา” มาเป็นเรื่องใหญ่
คิดดูสิครับว่า นักศึกษาที่เรียนปีที่ 1 เขาอายุ 18 ปีแล้ว รัฐธรรมนูญให้เขามีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นการแสดงความเชื่อมั่นว่า คนอายุเท่านี้มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกคนมาบริหารประเทศชาติซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับตัดสินคนกลุ่มนี้ไม่มีวุฒิภาวะในการแต่งตัว ไม่รู้ว่าควรจะแต่งกายอย่างไรไปเรียน ก็เลยออกระเบียบมหาวิทยาลับมาบังคับ
มหาวิทยาลัยต้องทำให้นักศึกษารู้จักการตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบ ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากจุดนี้ครับ การบังคับให้ทำตาม ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เลย ไม่ใช่ตั้งคำถามเฉพาะแค่ในห้องเรียน แต่ต้องตั้งคำถามในเรื่องใหญ่ๆ อย่างโลกและชีวิต หรือตั้งคำถามเล็กๆเรื่องเครื่องแต่งกาย แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการบังคับ ทำไมมหาวิทยาลัยไม่คิดนำเรื่องเครื่องแต่งกายมาเป็นยั่วให้แย้งบ้าง ให้นักศึกษารู้จักตั้งคำถามและหาคำตอบ ในขีวิตจริง เรื่องสำคัญที่สุดของเราไม่ใช่ “ความรู้” ในสมอง แต่เป็นเรื่อง “ดุลยพินิจ” เว้นในสิ่งที่ควรเว้น ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ เรื่องอะไรที่ควรเว้น เรื่องอะไรที่ควรทำ ไม่มีใครบอกได้ ต้องใช้ดุลยพินิจเอง
ในความคิดผม เรื่องเครื่องแต่งกายนักศึกษา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนักศึกษา แต่อยู่ที่ “อาจารย์” ตราบใดก็ตามที่ “อาจารย์” ยังติดกรอบความคิดเดิมๆ เชื่อว่า “ห้องเรียน” และ “มหาวิทยาลัย” ว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” และ “เครื่องแต่งกาย” เป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาเรื่องนี้ก็จะยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง
องค์กรธุกิจหลายแห่งที่เคยมีความเชื่อแบบเดียวกับมหาวิทยาลัย เห็นสถานที่ทำงานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรบูชาด้วยเครื่องแต่งกาย วันนี้เขาค้นพบแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวพันกัน ผมเชื่อว่าถ้าผู้บริหารไม่สามารถทำลายกรอบความคิดเก่าๆ และพยายาม “มองข้าม” สิ่งเล็กๆ เขาจะไม่สามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้เลย
ไม่ทราบว่าผู้อ่านคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับหนุ่มเมืองจันท์ในหลายๆประเด็น และผมก็เชื่อว่าการแต่งกายนอกกรอบกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน น่าจะช่วยเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้จริง และมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ควรไปออกระเบียบเรื่องเครืองแบบที่เคร่งครัดเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่ควรที่จะไปเคร่งครัดที่เรื่องอื่นๆแทนเช่นวินัยการของเป็นนักศึกษาที่ดีเช่น การส่งการบ้านที่ตรงเวลา การมาเข้าเรียนตรงเวลา การไม่ทุจริตในการสอบ หรือแม้แต่การไม่ลอกการบ้าน เช่นการใช้ google ไปหาคำตอบหรือลอกคำตอบจาก Internet มาส่งรายงาน ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ควรจะละเลย และในความเป็นจริงกลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเรื่องระเบียบเครื่องแบบนักศึกษา
มหาวิทยาลัยน่าจะเอาเวลาไปเคร่งครัด และส่งเสริมให้นักศึกษามีคุณสมบัติของการเป็นนักศึกษาที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนและความเป็นนักศึกษา (Student Honor Code) มากกว่าเรื่องเครื่องแต่งกาย
ปล. โปรดเข้าใจว่าบทความนี้หรือใน Blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเพียงผู้เดียว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะฯหรือสถาบันฯหรือมหาวิทยาลัยแต่อย่างใดทั้งสิ้น
Tagged: Education May 26, 2008
เรื่องนี้เป็นมุมมองของผมในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศไทย เลยอยากเอาแนวคิดที่ได้จากการพบปะพูดคุยกับบุคคลหลายๆคนในเรื่องๆนี้ มาเขียนเป็นบทความนี้ครับ
เรามาเริ่มด้วยคำถามว่า “ทราบไหมครับว่ามหาวิทยาลัยเหมือนกับหรือต่างกับโรงงานผลิตสินค้าตรงไหน???”
โรงงานผลิตสินค้าต้องลงทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า, ซื้อเครื่องจักร, จ้างพนักงานมาผลิต จนเมื่อผลิตเป็นสินค้าได้แล้วก็จะนำออกมาขายยังตลาดก็ได้เงินมาจากผู้ซื้อมา
ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ต้องลงทุนจ้างอาจารย์ และครุภัณฑ์วัสดุการเรียนการสอนเช่นคอมพิวเตอร์ โต๊ะ มาเพื่อผลิตสินค้าเทียบเคียงได้กับโรงงานที่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรและจ้างพนักงาน แต่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิดละคืออะไร ในกรณีนี้ก็เปรียบเทียบได้กับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนั้นนั่นเอง เพราะมหาวิทยาลัยเอานักศึกษามาผลิตเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถก็จะนำส่งสินค้า (บัณฑิต) นั้นออกสู่ตลาดแรงงาน
แม้จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากระหว่างโรงงานผลิตสินค้ากับมหาวิทยาลัย แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนมากอย่างนึงก็คือ เงินที่มหาวิทยาลัยได้มานั้นมาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษานั่นเอง เหมือนกับนักเรียนจ้างมหาวิทยาลัยไปผลิตตัวเขาเองจนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ก็ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ออกใบรับรองคุณภาพสินค้านี้ให้ แต่ก็จะไม่ได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริษัทที่จ้างบัณฑิตผู้นั้นไปทำงาน เหมือนอย่างที่โรงงานผลิตสินค้าเป็น
ทีนี้มหาวิทยาลัยจะมองบทบาทตนเองอย่างไรในการผลิตสินค้านั้นมีได้หลายแบบ
ถ้าต้องการได้กำไรมากๆก็ต้องรับนักศึกษาจำนวนมากๆ เพราะรายรับมาจากค่่าเล่าเรียนของนักศึกษาเอง และเมื่อเขาเรียนจบแล้วทางมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้รายได้อะไรอีก ซึ่งมันก็จะวนลูปมาว่าถ้ารับนักศึกษามามากๆก็อาจผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ตลาดแรงงานก็ไม่ยอมซื้อสินค้านั้น ทำให้สินค้านั้นเหลือในตลาดมากมาย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมีนักเรียนมาสนใจเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นน้อยลง เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองจบไปจากที่มหาวิทยาลัยนั้นก็จะไม่มีใครมาจ้างตนเองไปทำงาน
แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากที่คิดว่าเรียนเพื่อที่จะเอาปริญญา เพื่อจะได้เหมือนเป็นยันต์เพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว โดยดูจากที่ชือผู้รับรองคุณภาพสินค้านั้น (ในที่นี้ชื่อผู้รับรองคือชื่อมหาวิทยาลัย) และมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทตนเองจากการผลิตบัณฑิต (ผลิตคน) เป็นการผลิตใบรับรองบัณฑิตหรือปริญญา (ผลิตกระดาษ) มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก การแข่งขันเรื่องของการรับนักศึกษาให้ได้ตามจำนวน รวมถึงการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จการศึกษาให้ได้ (ตามเป้า) นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าคุณภาพที่เป็นเรื่องรองลงมา
โดยสรุปในความรู้สึกผมตอนนี้คิดว่ามหาวิทยาลัยเริ่มมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องการกำไรที่มากขึ้น ประกอบกับนักศึกษาสนใจแต่ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย มากกว่าความรู้ความสามารถที่ตนเองควรพึงหาในระหว่างที่เรียนอยู่ นั่นหมายถึงอุปสงค์กับอุปทานนี้มาพบกันด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย แต่นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษานั่นเอง
Tagged: Education January 24, 2008
ช่วงนี้ไม่ได้เขียน Blog มานาน เลยกะว่าจะเอาเรื่องที่คิดว่าอยากจะทำมาเขียนใส่ จะได้มีเรื่องใหม่ใน Blog สักที
สำหรับผมแล้วผมเองเข้า amazon.com อยู่ค่อนข้างบ่อยเพราะต้องเข้าหาดูหนังสือใหม่ๆที่อาจจะเอามาใช้ในวิชาที่จะเปิดสอน โดยปกติแล้วจะมีข้อมูลหลายๆอย่างที่พอจะช่วยบอกได้ว่าหนังสือเล่มนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไรได้จาก amazon.com เช่น
1. Sales Rank หรืออันดับยอดขายของหนังสือเล่มนั้น (มีการจัด Ranking แยกตามหมวดหมู่ของหนังสือด้วย) — อันนี้ต้องอยู่บนสมมุติฐานว่าหนังสือที่ขายได้ดี คือหนังสือที่เขียนดี
2. Average Customer Review เป็นค่าเฉลี่ยจากผู้อ่านและประเมินหนังสือ (Reviewer) ว่าได้ให้จำนวนดาว (Star) เท่าไหร่กับหนังสือเล่มนั้นๆ (ดีที่สุดก็คือได้ 5 ดาว ถ้าแย่ที่สุดก็คือ 1 ดาว) — อันนี้ต้องอยู่บนสมมุติฐานว่าไม่มี Reviewer ประเภทหน้าม้า เข้ามา Review
3. ข้อความหรือ review ที่ Reviewer แต่ละคนเขียน — อันนี้ต้องอยู่บนสมมุติฐานว่าไม่มี Reviewer ประเภทหน้าม้า เข้ามา Review เช่นกัน
แล้ว Top 1000 Reviewer ที่ Amazon.com มันคืออะไร? คำตอบก็คือ Ranking ของ Reviewers ที่ Amazon.com นั่นเอง เมื่อมีผู้อ่านที่อ่าน review นั้นแล้วคิดว่า review นั้นมีประโยชน์ก็จะทำการ Vote ให้กับ Reviewer คนนั้นๆ เราเรียกว่า “Helpful Votes” ถ้า Reviewer ใด มีจำนวน “Helpful Votes” มากๆ ก็จะได้อยู่ Rank บนๆ แล้วก็มี Badge ติดให้กับชื่อของเราด้วยว่าเราเป็น Top #1, Top 10, Top 50 หรือว่า Top 1000 Reviewer
ที่นี้ก็อาจจะสงสัยว่าทำไมอยากไปติดอันดับ Top 1000 Reviewer อืม…โดยส่วนตัวแล้ว…คำตอบของผมก็คือ เนื่องจากว่าผมก็อ่าน Review ของบางคนและคิดว่ามีประโยชน์ เมื่อเราได้อ่านหนังสือแล้วก็ควรจะ Review ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง นอกจากนี้แล้วถ้ามีการตั้งเป้าหมายว่าจะติด Top 1000 Reviewer ก็อาจะจะทำให้ได้อ่านหนังสือเยอะๆ (แบบว่ามีเป้าหมายจะได้แกมๆบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือ) เพื่อที่จะได้มาเขียน Review เยอะๆนั่นเอง
ที่นี้ก็อาจสงสัยต่อว่าจะต้องมี “Helpful Votes” จำนวนเท่าใด จึงจะได้ติด Top 1000 Reviewer? จากที่ผมเข้าไปดูที่ amazon.com วันนี้ 21 มกราคม 2551 พบว่า Reviewer อันดับที่ 1000
http://www.amazon.com/gp/customer-reviews/top-reviewers.html?page=100
เป็นของคุณ Jeffrey Lipscomb — http://www.amazon.com/gp/cdp/member-reviews/A2CZBZBE0WDDEB/ ซึ่ง วันนี้เค้ามีจำนวน Votes ที่เป็น Helpful Reviews จำนวน 3688 Votes
คำถามที่น่าสนใจต่อไปก็คือ คนที่ได้อันดับที่ 1 (Top #1 Reviewer) จะมีจำนวน “Helpful Votes” สักเท่าไหร่ ใช่ไหมครับ? ก็ให้คลิกที่ URL นี้เลย http://www.amazon.com/gp/cdp/member-reviews/AFVQZQ8PW0L/ — เห็นตัวเลขหรือยังครับ น่าทึ่งจริงๆ และเท่าที่ผมดูจำนวนหนังสือที่คุณคนนี้ที่ชื่อ Harriet Klausner ทำการ review ไป จะพบว่าเค้า Review หนังสือไปแล้วทั้งหมด 15537 เล่ม (เป็นตัวเลขวันที่ 21 มกราคม 2551) ไม่รู้เอาเวลาไปอ่านหนังสือไงได้ตั้ง 15000 เล่ม เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมจะพบว่าย้อนหลังไป 1 เดือนจนถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2550 คุณคนนี้ Review หนังสือไปทั้งสิ้น 197 เล่ม หรือถ้าคิดเป็นวันก็ต้องอ่านวันละ 6.56 เล่ม (คิดที่ 30 วันต่อเดือน) ไม่รู้ทำไปได้ไง – -”
แล้วตอนนี้ผมมีจำนวน “Helpful Votes” อยู่เท่าไหร่ละ? แหะๆ… 0 ครับ แต่ผมก็คิดว่าไม่ได้ serious อะไร อย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่า ตั้งเป้าหมายไว้จะได้อ่านหนังสือเยอะๆ และเพื่อพัฒนาตัวเองเป็น Reviewer หนังสือที่มีคุณภาพสักหน่อย ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้ติดอันดับ 1000 ภายในเมื่อไหร่ แต่หวังว่าจะเข้าใกล้มันขึ้นเรื่อยๆ
ผมจะเริ่มทยอย review หนังสือที่ amazon.com เร็วๆนี้ครับ และหนังสือเล่มไหนถ้าผม review ไว้ที่ Amazon.com จะมา review และ โพส URL ไว้ใน Blog นี้ด้วยครับ และถ้าคิดว่า review ของผมมีประโยชน์ ก็ช่วย Vote ให้ด้วยนะครับ 555+
Tagged: Book January 21, 2008
เห็นมีหลายคนเขียนมาว่าอยากให้ผมเขียนเรื่องต่อไปสักที ที่ผ่านๆมาไม่มีเรื่องอะไรผ่านเข้ามาเป็นพิเศษก็เลยไม่รู้จะเขียนอะไรดี แต่ไม่กี่วันมานี้มีความรู้สึกนึงว่า ตอนเช้าตื่นขึ้นมารู้สึกว่าตัวเรายังมีลมหายใจอยู่ ยังเดินได้ กินได้ ทำงานได้ ทำให้มีความรู้สึกว่ามีความสุขดีมากครับ ปัญหาหรือเรื่องเครียดเรื่องอื่นๆที่มีอยู่ ณ. ตอนนั้น มันเป็นเรื่องขึ้ผงไปเลยครับ ก็เลยเขียนมาเล่าให้อ่านกันครับ
Tagged: Life October 14, 2007
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แฟนผมได้รับเชิญให้เป็น Guest Speaker ของ Toastmaster club ที่บริษัทฯ ผมเห็นว่าเรื่องที่พูดน่าสนใจและเป็นประโยชน์มาก เลยขอ Note ที่ได้เตรียมไว้มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้อ่านกันครับ เรื่องที่พูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นคำว่า “Gambaru” ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Do your best” เป็นคำที่คนญี่ปุ่นมักจะพูดบ่อยๆในชีวิตประจำวันทั่วไปในสังคมประเทศของเขา แต่ในสถานการณ์ที่คล้ายๆกันนั้น คนไทยเรามักจะใช้คำว่า “โชคดี” แทน ผมคิดว่ามันมีประโยชน์มากๆถ้าเราในฐานะคนไทยที่จะลองมาคิดในประเด็นนี้ดูให้ดี และนำมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งประเทศไทยและตัวเราเองต่อไปครับ —– Note นี้ค่อนข้างยาวนิดนึง ให้คลิกที่ “read on” ด้านล่างขวามือหรือที่ชื่อเรื่องก็ได้เพื่ออ่านต่อ…..อยากให้ทุกคนมาเริ่มต้นการ “Do your best” ด้วยการอ่าน Note นี้ให้จบครับ
“Gambaru”
The Japanese people believe that one should make the sincerest effort as possible, and the outcome of that effort is secondary. For Japanese, the effort can be evaluated and admired on its own merit.
The word “Gambaru” is frequently used by Japanese to express the spirit of effort to each other. I believe that this word or similar word/phase is used in Japan more than any other country in the world. Next, I will give some examples how Japanese use this word in their daily life and daily conversion.
(1) On a school examination day, almost 100% of Japanese will say to their friends “Gambatte” or “Do your best”. If I try to think about the same situation in Thailand, probably half of Thai will say “Good luck” rather than “Do your best”. I found that it’s more natural & relaxing for Thai to say “Good luck” rather than to say a serious phase like “Do your best”.
(more…)
Tagged: Japanese June 11, 2007
พอดีช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เปิดเทอมแล้ว ผมก็เริ่มเตรียมตัวเพื่อสอนวิชา Problem Solving in Information Technology ซึ่งเป็นวิชาที่เปิดใหม่ในหลักสูตรใหม่ ป. ตรี ปี 2550 นี้ …และทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีๆช่วงนี้ผมก็ดันนึกถึง video ที่เคยดูมานานแล้ว เป็น video ที่เค้าเถียงกันเกี่ยวกับการคำนวณส่วนแบ่งของพวกเขากัน วันนี้เลยลองไปหาใน Google มาให้ทุกคนได้ดูกันครับ …
ปล. เป็นคลิป video ที่ตัดทอนมาจากภาพยนตร์เรื่อง Ma and Pa Kettle Back on the Farm (1951)
Tagged: PSIT May 25, 2007
Previous Posts