มหาวิทยาลัยกับโรงงาน
January 24, 2008
เรื่องนี้เป็นมุมมองของผมในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศไทย เลยอยากเอาแนวคิดที่ได้จากการพบปะพูดคุยกับบุคคลหลายๆคนในเรื่องๆนี้ มาเขียนเป็นบทความนี้ครับ
เรามาเริ่มด้วยคำถามว่า “ทราบไหมครับว่ามหาวิทยาลัยเหมือนกับหรือต่างกับโรงงานผลิตสินค้าตรงไหน???”
โรงงานผลิตสินค้าต้องลงทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า, ซื้อเครื่องจักร, จ้างพนักงานมาผลิต จนเมื่อผลิตเป็นสินค้าได้แล้วก็จะนำออกมาขายยังตลาดก็ได้เงินมาจากผู้ซื้อมา
ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ต้องลงทุนจ้างอาจารย์ และครุภัณฑ์วัสดุการเรียนการสอนเช่นคอมพิวเตอร์ โต๊ะ มาเพื่อผลิตสินค้าเทียบเคียงได้กับโรงงานที่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรและจ้างพนักงาน แต่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิดละคืออะไร ในกรณีนี้ก็เปรียบเทียบได้กับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนั้นนั่นเอง เพราะมหาวิทยาลัยเอานักศึกษามาผลิตเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถก็จะนำส่งสินค้า (บัณฑิต) นั้นออกสู่ตลาดแรงงาน
แม้จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากระหว่างโรงงานผลิตสินค้ากับมหาวิทยาลัย แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนมากอย่างนึงก็คือ เงินที่มหาวิทยาลัยได้มานั้นมาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษานั่นเอง เหมือนกับนักเรียนจ้างมหาวิทยาลัยไปผลิตตัวเขาเองจนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ก็ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ออกใบรับรองคุณภาพสินค้านี้ให้ แต่ก็จะไม่ได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริษัทที่จ้างบัณฑิตผู้นั้นไปทำงาน เหมือนอย่างที่โรงงานผลิตสินค้าเป็น
ทีนี้มหาวิทยาลัยจะมองบทบาทตนเองอย่างไรในการผลิตสินค้านั้นมีได้หลายแบบ
ถ้าต้องการได้กำไรมากๆก็ต้องรับนักศึกษาจำนวนมากๆ เพราะรายรับมาจากค่่าเล่าเรียนของนักศึกษาเอง และเมื่อเขาเรียนจบแล้วทางมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้รายได้อะไรอีก ซึ่งมันก็จะวนลูปมาว่าถ้ารับนักศึกษามามากๆก็อาจผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ตลาดแรงงานก็ไม่ยอมซื้อสินค้านั้น ทำให้สินค้านั้นเหลือในตลาดมากมาย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมีนักเรียนมาสนใจเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นน้อยลง เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองจบไปจากที่มหาวิทยาลัยนั้นก็จะไม่มีใครมาจ้างตนเองไปทำงาน
แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากที่คิดว่าเรียนเพื่อที่จะเอาปริญญา เพื่อจะได้เหมือนเป็นยันต์เพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว โดยดูจากที่ชือผู้รับรองคุณภาพสินค้านั้น (ในที่นี้ชื่อผู้รับรองคือชื่อมหาวิทยาลัย) และมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทตนเองจากการผลิตบัณฑิต (ผลิตคน) เป็นการผลิตใบรับรองบัณฑิตหรือปริญญา (ผลิตกระดาษ) มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก การแข่งขันเรื่องของการรับนักศึกษาให้ได้ตามจำนวน รวมถึงการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จการศึกษาให้ได้ (ตามเป้า) นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าคุณภาพที่เป็นเรื่องรองลงมา
โดยสรุปในความรู้สึกผมตอนนี้คิดว่ามหาวิทยาลัยเริ่มมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องการกำไรที่มากขึ้น ประกอบกับนักศึกษาสนใจแต่ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย มากกว่าความรู้ความสามารถที่ตนเองควรพึงหาในระหว่างที่เรียนอยู่ นั่นหมายถึงอุปสงค์กับอุปทานนี้มาพบกันด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย แต่นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษานั่นเอง
17 Comments Add your own
Leave a comment
Some HTML allowed:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>
Trackback this post | Subscribe to the comments via RSS Feed
1. osws t. | January 25th, 2008 at 8:18 pm
I agree with you ka’ . So, how’s the solution?
2. ShinKun | January 25th, 2008 at 9:08 pm
ไม่ใช่แค่ระดับอุดมศึกษา…
แต่ระบบการศึกษาไทย มัน commercialized ไปซะแล้ว ไม่มีใครซ้ำชั้น ซ่อมกันแล้ว ซ่อมกันอีก สุดท้ายโรงเรียนก็ถีบออกมาจากรร.พร้อมกระดาษ 1 ใบได้
ป.ล.แต่เดี๋ยวนี้เนื้อหาถูกผลักไปยังระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากจนผมตกใจ!
3. Bankster | January 26th, 2008 at 5:27 pm
เขียนได้ดีมากครับ
ชอบจัง
4. Francia | January 27th, 2008 at 4:06 pm
เห็นด้วยทุกประการเลยค่ะ
เหมือนจะเป็นกันตั้งแต่ระดับต้นๆ แล้วล่ะค่ะ
เหมือนกับเรียนไปงั้นๆ ให้จบๆ ไป
จบมาก็มีวุฒิทางการศึกษา แต่ความรู้ก็อีกเรื่อง
อนาคตประเทศไทย เฮ้อ..
5. Scholesy | January 29th, 2008 at 4:25 pm
เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการศึกษาและปัญหาสังคมที่สืบเนื่องกันไม่รู้จักที่สิ้นสุด เป็นดังปัญหาที่เราต่างก็รู้อยู่เต็มอก แต่แก้ไขยากเหลือเกิน
ในความเห็นผม ชื่อเสียงของสินค้าจากโรงงาน(การศึกษา เช่นโรงเรียน และมหาวิทยาลัย) นั้นยังถูกมองในภาพรวมมากกว่าจเจาะจงที่ชนิดหรือประเภท (เปรียบดังคณะ หรือภาคสาขา)
6. -_-" | January 29th, 2008 at 5:39 pm
ปัญหานี้คงเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะ ม รัฐบาล จะออกนอกระบบกันหมด แล้ว ม ก็ต้องหาเลี้ยงตัวเองกันมากขึ้น และการแข่งขันระหว่าง ม ก็จะสูงขึ้น
มองในมุม ม สามารถได้เงินมา 2 ทาง 1) ค่าเทอมแพงขึ้น จำนวนนักศึกษาเท่าเดิม คงคุณภาพคับขวด ^ ^ 2) ค่าเทอมเท่าเดิม แต่รับนักศึกษามากขึ้น ดูแลได้ไม่ทั่วถึง คุณภาพตกลง ถ้าคิดง่ายๆ (สั้นๆ) ถ้า ม เลือกทางที่ 2 กันหมดก็ย่อมจะนำไปสู่ความล้มเหลว (ของการศึกษา -> สังคม -> ประเทศและอีกหลายอย่างตามมา)
แต่ถ้ามองอีกมุมนึง นักศึกษาเค้าก็ต้องอยากได้คุณภาพของ ม มาก่อนอยู่แล้ว และถ้าเข้าไปใน ม คุณภาพอันดับ 1 ไม่ได้ ก็ย่อมจะเป็นโอกาสของ ม อื่นๆ รองลงมา (ยกตัวอย่าง มีคนยอมลงทุนบริจาคห้องสมุดให้ ม เพื่อให้ได้เข้าเรียน – จะ้โดนลบมั้ยเนี่ย -_-“)
สรุปก็คือ ถ้า ม ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของการศึกษา ม ก็จะยังคงอยู่รอดต่อไป (ห้องสมุดที่ ม ได้มา นักศึกษาอีกกีพันกี่หมื่นคนได้ใช้) อันนี้ก็จะเข้าระบบ คนรวยช่วยคนจน
อยากจะย้ำเรื่องคุณภาพอีกนิด เห็น ม หลายๆ แห่ง ต่างพยายามกันแข่งขันสร้างชื่อเสียง (ออกทีวี ว่าทำโน้นได้ ทำนี่ได้สารพัด) ตรงนี้ก็คิดว่าดึงคนได้ระดับหนึ่ง แต่คุณภาพที่ตลาดต้องการจริงๆ คือในแง่ของการทำงานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น มีคนๆ นึงได้รางวัลบ่อยๆ แข่งอะไรมาก็ชนะ (อาจจะกระทบใครบ้าง แต่ไม่ได้มีเจตนาร้ายนะ) เค้าเป็นคนนึงในกี่คนของทั้งหมด อย่างงี้มันมองคุณภาพยาก แต่ถ้าเป็นการแข่งขันนึง ที่ไปกวาดรางวัลมาทุกปี อย่างงี้เห็นคุณภาพได้ชัดเจน ตรงนี้เป็นคุณภาพในมุมมองนึง ส่วนอีกมุมนึงคือในแง่ของการทำงาน อย่างลาดกระบังเราเนี่ย เป็น ม บ้านนอก ห่างไกลความเจริญ (พูดง่ายๆ คือลำบาก+กันดาร) พอไปทำงาน หัวหน้าเค้าสั่งอะไรก็ซะทำหมดทุกอย่าง ไม่เลือกงาน อย่างนี้หัวหน้าเค้าก็ชอบ แต่ถ้ารับใครสักคนเข้ามาทำงาน แล้วมัวแต่เกี่ยงนู่นเกี่ยงนี้ไม่ยอมทำงาน เดี๋ยวๆ ก็ลา งานหนักหน่อยก็ลาออก เป็นอย่างงี้ใครก็ไม่เอามางานด้วย (เวลา บ มองเค้าไม่มองเป็นตัวบุคคลหรอก ส่วนมากเค้าก็เหมาทั้ง ม ไว้ก่อน) เราต้องหาจุดแข็งของเราให้พบ หรือถ้าไม่มีเราก็ต้องสร้างมันมา อย่างงี้สิถึงจะคุณภาพ
ปล หัวข้อนี้เครียดไปหน่อยนะคะ ตอบซะเหนื่อยเลย
7. TanYaOn | February 2nd, 2008 at 9:02 pm
อรคิดว่าในเมื่อการศึกษาของเมืองไทยเป็นเช่นนี้ การที่นักศึกษาจะจบออกไปเป็นบันฑิตที่มีคุณภาพได้นั้น อยู่ที่การปลูกฝังให้เด็กไทยรู้จักที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จากที่ตนเองมีความสนใจในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เพราะจะหวังพึ่งมหาวิทยาลัยอย่างเดียวคงไม่ดีแน่ หากเราเรียนเพื่อมุ่งหวังที่จะได้รับความรู้ความสามารถ มากกว่าการที่จะได้เกรดสูงแล้ว น่าจะทำให้นักศึกษาค้นพบสิ่งที่ตนเองถนัด และมีความสุขในการเรียน จึงจะจบออกไปโดยมีคุณภาพได้
8. jun | February 3rd, 2008 at 1:18 am
อาจารย์เขียนวิเคราะห์ออกมาได้ดีมากเลยครับ อย่างตัวผมเองก็เรียนไม่จบ แต่จะพยายามทำต่อไปครับ -_-”
9. Turktaeteh | February 4th, 2008 at 9:43 pm
เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยยังเชื่อมั่นในกระดาษแผ่นเดียว มากกว่าคำว่าความรู้ ความสามารถที่แท้จริง… หากจะให้แก้ไขอะไรๆ ก็คงยาก สังคมไทย ปลูกฝังเด็กมาอย่างนี้ตั้งแต่ต้น เกิดมาต้องเข้าโรงเรียน ต้องเรียนให้ได้เกรดดีๆ เข้าม.ปลายชื่อดังให้ได้ เข้ามหาลัยชื่อดังให้ได้ ขอแค่เกรดดี มีเกียรตินิยม ทุกอย่างก็จะสบาย… เพราะปลูกฝังอย่างนี้มาแต่ต้น เด็กไทย จึงไม่ใช้ความสามารถของตนเองในการหาความรู้ให้้เต็มที่ เพราะเด็ก เลือกกระดาษแผ่นเดียวมากกว่าความรู้ เพราะสังคมไทย ระบบการศึกษาไทย ตั้งแต่ประถม ปิดกั้นจินตนาการของเด็ก เพราะความหวังดีของผู้ปกครอง(บางคน)ที่มากเกินไป วางกรอบและแนวทางทุกอย่างไว้ให้เด็กแล้ว แทนที่จะให้เด็กได้เลือกเอง… การเรียนที่มีคนวางกรอบไว้ให้ จึงเป็นเพียง”การเรียน”ตามหน้าที่ ไม่ใช่การ”เรียนรู้”อย่างมีความสุข มันเป็นเพียงการเรียน ที่สังคมมองว่าดี เป็นการเรียนเพียงเพื่อให้”สังคม”มองว่า”ประสบความสำเร็จ”… เมื่อไหร่ก็ตามเด็กสามารถ”เรียน”เพื่อ”รู้” และการ”เรียนรู้”ในสิ่งที่ตนเองชอบ คือ “ความสำเร็จ” ประเทศไทยจะเจริญขึ้นเยอะ มันไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นเพราะส่วนมากของสังคมไทย ไม่กล้าออกนอกกรอบเดิม… ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีเลย แต่การทำทุกอย่างเหมือนเดิม… ก็ไม่ต่างจากการ”อยู่ที่เดิม”…
… ช่วงนี้สับสนบ้างเล็กน้อย เรียงคำไม่ถูก อ่านแล้วงงๆ ก็ขออภัยด้วยนะคะ ช่วงนี้อารมณ์ก้ำกึ่ง อยู่บนเส้นแบ่งพอดี… อยู่ในกรอบก็ไม่ใช่ นอกกรอบก็ไม่เชิง… งงๆแฮะ ไว้เขียนบล็อกเองมั่งดีก่า เอิ๊กๆ เี๋ดี๋ยวอาจารย์จะงง ว่าเราพิมพ์ไม่รู้เรื่อง แหะๆ
ส่วนเรื่องมหา’ลัย มันแบบว่า เอ่อ… มันออกนอกระบบไปแล้ว… ต่อไปจะเป็นอย่างไร คงรู้กัน แต่วันนี้ไปเจอข้อความนึงมา ชอบมากเลยค่ะ อาจจะตรงกับเหตุการณ์บ้าง ไม่มากก็น้อย กับการที่รับคำจำนวณมากเพื่อค่าเทอม(อาจจะไม่เกี่ยวเลยก็ได้ แต่ว่าชอบอ่าค่ะ)
“It’s difficult to get a man to understand something when his *salary* depends upon his *not understanding it*.”
ปล. ขอบคุณค่ะอาจารย์ สำหรับบทความดีๆ ที่สะท้อนอะไรๆได้หลายอย่างในสังคมไทย…
10. Thanarat Jr. | February 19th, 2008 at 11:55 pm
ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า ม.มีไว้ทำอะไร?
ในเมื่อเวลาที่เค้ารับผู้ที่จบใหม่ไปทำงาน ก้อต้องส่ายหัวกันทั้งนั้น
เพราะไม่ตรงตามที่ต้องการเสียเลย ต้องมาเทรนกันใหม่หมด
ถึงขนาดที่ว่าบางบริษัทนั้น สอนงานเป็นล่ำเป็นสันไม่ต่างจาก ม.
เรียกได้ว่าน่าจะไปสมัครเรียนที่บริษัทนั้น เลยมากกว่า เรียนจบที่นั่น ก้อทำงานได้เลย
ไม่ต้องมาหางานให้กลุ้ม
หรือถ้าจะบอกว่า ม.ได้มากกว่าที่คิด มีแหล่งความรู้เยอะแยะ มากมายก่ายกอง
ผมคนนึงแหละที่ไม่ได้ไปแสวงหากองเหล่านั้น
ห้องสมุด อาจจะเป็นแค่สถานที่ไว้ให้คู่หนุ่มสาว มาพรอดรักกัน
กิจกรรมก้อมีแสนจามากมาย แต่ผมรู้จักแค่ กิจกรรมเข้าจังหวะ
ยิ่งถ้าพูดถึง ม.ออกนอกระบบ ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่
รู้แค่ว่าเงินน่าจะไหลมาเยอะ เบิกใช้ง่าย -> ม.จะถูกพัฒนาไปอย่างเร็วปี๊ดๆ (จิงย๋อ)
ไม่แน่ใจว่าคล้ายๆกับ ม.เอกชนหรือป่าว
ถ้าใช่ ก้อน่ายินดี เพราะ ม.รัฐบาลอันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ
กำลังเดินตามรอย ม.เอกชนที่ได้นักศึกษาที่มีคุณภ๊าพคุณภาพ
“การศึกษา คือ การลงทุน” คำพูดนี้คงเป็นจริงอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะเชิงพาณิชย์
เด็กที่ไม่มีเงิน คงถูกผลักไส ออกจากสังคม
เด็กที่มีเงิน คงถูกผู้ใหญ่กราบไหว้เช้าเย็น
11. Thanarat Jr. | February 19th, 2008 at 11:58 pm
สุดท้ายผมเองก้อยังเชื่อว่า การศึกษา คือ การลงทุน
แต่การลงทุน มิใช่ต้องเป็น “เงิน” เสมอไป
การลงแรง ทุมเทใจและความพยายาม เพื่อให้ได้ความรู้
นี่คงเป็นการศึกษาที่แท้จริง มากว่าเม็ดเงิน
12. Petchtykun | February 29th, 2008 at 8:21 pm
ผมว่าการที่คณะเรา “เป็นข่าว” ในทางวิชาการ (เช่น การแข่งขัน) เราก็น่าจะสามารถดึงนศ.ที่มีคุณภาพหรือนศ.ที่ตั้งใจ “มาเรียนรู้” (ไม่ได้มาเอาความรู้นะครับ เพราะอาจกลายเป็นนศ.ไม่เรียนรู้เอง) แทนที่จะ “มาเอากระดาษ” แต่ผมว่านศ.ที่มีอยู่อาจไม่ได้สนใจแข่งขันมากนัก … เป็นไปได้ไหมที่นศ.ที่ “กลัวการแข่งขัน” แถมไม่มีการสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่คุ้นเคย น่าคิดๆ (ดูเหมือนนศ.คณะเราจะเป็นไปตาม flow นี้เมื่อเรียนอยู่: เต้น (เพึ่งเข้า)->เรียน->ฝึกงาน->ทำโปรเจคจบ … เอ้ แล้วส่วนแข่งขันหายไปไหนกัน ???)
ปล. ที่โพสต์คงอาจไม่เกี่ยวกับ “มหาวิทยาลัยกับโรงงาน” แต่พอดีเห้นที่สามารถให้ข้อสังเกตได้เลยมาแปะไว้ครับ
13. neptune | March 2nd, 2008 at 10:11 pm
หลักจากที่หนูสอบเสร็จ ก็เลยมาอ่านบทความนี้ของอาจารย์ รู้สีกว่าตอนที่เรียน ป.ตรี (บ/ช) อยู่ กับเพื่อน ๆ ก็ เคยพูดเล่น ๆ กันว่า เมื่อไรจะเรียนจบสักที จะได้เอาวุฒิไปสมัครงาน พอทำงานไปซักพักก็รู้สึกว่าบางอย่างที่ได้เรียนมาก็ไม่ได้เอาไปใช้ แต่งานที่ทำมันก็มีมากกว่าในตำราทีเรียน (แต่หนูก็ไม่ทราบว่า น.ศ.ที่จบ IT เป็นยังไง)
โดยส่วนตัว คือ ไม่รู้เรื่องเลยเกี่ยวกับ IT เลย ก็เลยลองมาเรียนดู ตอนเรียนเทอมแรกวิชาของอาจารย์กลัวมาก (จำได้ว่าตอนสอบเขียนมือสั่นเลย) แต่พอเรียน ๆ ไป ก็ได้ความรู้ถึงแม้มันจะน้อยนิด เมื่อเทียบกับ น.ศ.คนอื่น หนูก็ยังสามารถเอาไปใช้ได้จริงในหลาย ๆ เรื่อง
สำหรับหนูแล้วการที่ได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ความคิดเดิม ๆ ที่ว่า เมื่อไรจะเรียนจบสักที มันหายไป (อาจเป็นเพราะว่าอายุมากขึ้นมัง) แต่กลับคิดว่าจะนำสิ่งที่เรียนจะไปใช้กับงานที่ทำได้ยังไง
ไม่ว่าอาจารย์จะสอนที่สถาบันไหนขอให้ผลิต น.ศ ที่มีคุณภาพนะคะ ตามมาตราฐานของแต่ละสถาบันที่กำหนดไว้นะคะ
อาจจะไม่ตรงเท่าไหร่นักกับบทความที่อาจารย์เขียน แต่จาก น.ศ คนหนึ่งที่มีความที่เปลี่ยนไป
14. tOt | March 18th, 2008 at 1:26 pm
ความเห็นของ Thanarat Jr. นั้นโดนใจหลายๆคน
ในหลายๆบริษัทตอนนี้ เมื่อรับเด็กไปแล้ว ก็ต้องสอนงานกัน
ย้อนหลังไป การสอนงานจำเป็นต้องมี การสอนงานคือรายละเอียด
ในองค์กรนั้นๆ ซึ่งเป็นการปฐมนิเทศ แต่ปัจจุบัน
ฟังจากน้ำเสียง Thanarat Jr. แล้ว บางที่อาจต้องสอนแบบ
เอาเป็นเอาตาย ปฐม ถึง มัธยม และ เลยไปจน อุดม
จึงเป็นที่มาของคำถามข้อสังเกตของ Thanarat Jr.
ซึ่งผมเห็นด้วยในหลายๆประเด็นต่อๆมา
แต่อย่างไรก็ตาม บ.คงไม่สามารถตั้งสถาบันผลิตได้อย่างมหาวิทยาลัย
เพราะอะไรนะหรือ ผมคิดว่า
1. วัตถุประสงค์ต่างกัน วัตถุประสงค์หลักของโรงงานหรือบ. คือผลิตสินค้า ไม่ใช่ผลิตวัตถุดิบ แต่แน่นอนครับ ปัญหาเกิดจากวัตถุดิบดีๆขาดแคลน ก็เพราะแหล่งกำเนิดวัตถุดิบมันเสื่อมสภาพ ตามสภาวสมัยก็เป็นได้
2.ดังนั้นแน่ โรงงานแต่ละโรงเมื่อประเมินแล้ว วัตถุดิบยังไม่มีความพร้อม ก็จำเป็นต้องนำมาปรับปรุงให้พร้อมก่อนจึงจะนำเข้าสู่กระบวนการหลักของโรงงาน
ซึ่งจะเห็นว่าโรงงานทำในเพียงส่วนปรับปรุงวัตถุดิบ ก็เท่านั้น
โรงงานคงจะไม่สามารถ มาลงทุนสร้างวัตถุดิบ ต้องแต่ต้นได้
ยกเว้นโรงงานขนาดใหญ่ ที่เห็นแล้วว่า ลงทุนผลิตวัตถุดิบเองดีกว่า จะได้ครบวงจรไปเลย เช่น ซีพี เป็นต้น จะผลิตไก่ ก็ทำไข่เองมันซะเลย จะขายผัก ก็ วิจัย เมล็ดผักมันซะเลย
แต่ถ้าเป็นโรงงานขนาดเล็ก จะอย่าง MK สุกี้ จะเอาผัก ก็ต้องเสียเวลาคัดหน่อย ไม่สะอาดก็ต้องล้าง แต่ก็ไม่แน่นะ อนาคต
MK อาจลงทุนปลูกผักมันซะเอง ก็ได้ เพราะขี้เกียจมี OQ คัดผัก
หาผักดียาก เกษตรกรชอบยัดไส้
3. ดังนั้น(อีกครั้ง) มหาวิทยาลัย ในอนาคต ยังคงมีอยู่แนนอน แต่อาจเปลี่ยนสภาพไป สำหรับบางที่
4. ต่อข้อถามที่ว่า แล้วจะมาเรียนที่มหาลัยทำไม ห้องสมุดก็ไม่เห็นมีอะไร ไอ้นู้นก็ไม่เห็นเวิร์ค ไอ้นี่ก็บ่มีไกด์ ฯลฯ
ผมขอแลกเปลี่ยนแบบนี้ครับ คือ เราต้องมองภาพรวมของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วเราจะเข้าใจครับ
เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อเรียน แล้วทำงาน แล้วตายนะครับ คือบางท่านที่อ่านอย่าเพิ่งงง แล้วว่าผมนอกประเด็นนะครับ
คือที่สุดแล้วทุกประเด็นคำตอบมันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราเข้าใจคำว่า “บัณฑิฒ” ซึ่งแปลว่าผู้รู้ รู้ทุกอย่างนะครับ แล้วรู้อะไร
– รู้วิชาการด้านวิชาชีพครับ ก็ที่เราๆคิดกันว่ามาแสวงหาจาก ม. นี้แหล่ะครับ จบไปก็จะนำไปใช้หาเงินหาทอง มาซื้อข้าวกิน ชื้อรถขับ ซื้อบ้านอยู่ ซื้อยารักษาโรค เลื้ยงคู่ครอง ใช้จ่ายเพื่อความสุข(สนุก) อันนี้คือ วิชาชีพครับ
- รู้ที่สองคือวิชาชีวิตครับ การมีเพื่อน การเข้าอกเข้าใจผู้อื่น การเรียนรู้การปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกัน ความเอื้อเฟื่อ ศีลธรรม จริยธรรม ซึ่งอันนี้ละคือหลักของชีวิตที่แท้จริงครับ แต่ ม. ในปัจจุบันนี้ หลายที่ลืมสอนไปครับ พอเด็กจบไป เก่งโล้ด แต่ทำงานสักพัก ต้องย้าย บริหารลูกน้องไม่ได้ เข้ากับคนไม่เป็น ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ก็ไม่ต่างจากเครื่องจักรทำงาน แล้วเราจะเกิดมาทำไมครับ บางคนเป็นหมอ แต่ฆ่าเมีย
บางคนรักคุด ก็ฆ่ากัน ฯลฯ พวกนี้คือขาดทักษะการใช้ชีวิต การหาทางออกของชีวิต ซึ่งปัจจุบันเป็นมาก ดัชนีวัดนึงได้จากข่าวอาชญากรรมทางหน้าหนังสือพิมพ์
…พอดี มีงานด่วน เดี๋ยวมาต่อวันหลังครับ..
15. Dek'Da | April 1st, 2008 at 8:30 pm
ชอบจัง บทความนี้
เสริมนิดนะครับ “คนเราต้องมีศาสนา….
จึงนำพาทุกชีวีพ้นพาล”
16. คิดเล่นๆ หนุกหนาน | April 6th, 2008 at 12:21 am
ความฝันหมายเลข 1
อยากให้มีการแบ่งสายให้ชัดเจนครับ 1.Hardware 2.Software 3.Network 4.OS + DBMS หลักจากแยกแล้วก็เขียนหลักสูตรขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างคนที่มีความชำนาญในสายนั้นไปเลย
เริ่มโครงการโดยหาอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีอุดมการ โดยอัดเงินเข้าไปมากๆหน่อยเพื่อให้อาจารย์มีอารมณ์มาสอนไม่ใช่มัวแต่หาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตจนลืมนักศึกษา ให้เดือนละล้านไปเลย มีอาจารย์ซัก 40 คน ค่าจ้างปีหนึ่งซัก 480 ล้าน
ขั้นที่สองเรื่องอุปกรณ์ ให้มีห้องปฏิบัติการเฉพาะด้านอุปกรณ์เต็มรูปแบบให้ห้องละ 100 ล้าน 4 ห้อง 400 ล้าน บวกห้องสมุด 1 ห้อง 100 ล้าน รวมเป็นเงิน 500 ล้าน เงินสนับสนุนปีละ 50 ล้าน
ขั้นที่สามคัดเลือกบุคคลที่จะมาเข้าศึกษา ดูจากใจเป็นหลัก ใครมีใจพร้อมทุ่มเททั้งชีวิตรับเลยไม่ต้องเอามาพวกนักท่องจำระดับโลก ตัดทิ้ง!!! สืบได้ว่าใครเรียนเอาใบประกาศไล่ออก!!! พวกไหนมีใจไม่ต้องทาย ถ้าหมดใจแล้วออกไป!!!
การตัดเกรดมีผ่านกับไม่ผ่าน ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ต้องอิจฉากัน มันจะได้ช่วยกัน
รับสายละ 100 ต่อปี ทั้งหมดก็ 1600 คน
ค่าเทอม 4 แสนต่อปี ปีหนึ่งได้เงิน 640 ล้าน ใครไม่มีตังให้ติดไว้ก่อนจ่ายเมื่อเรียนจบ(จ่ายปีละ 10 % 1.6 แสน + ดอกเบี้ย ทีบ้านและรถราคาหลายล้านยังดิ้นรนหากัน แค่นี้จ่ายไม่ได้ก็ไม่ต้องเรียน)
รายจ่าย 530 ล้านต่อปี
รายรับ 640 ล้านต่อปี
1 ปีมีกำไร 110 ล้านต่อปี
กำไรเอามาเป็นค่าดำเนินกิจการ(ให้ผู้บริหารกินหน่อยจะได้ไม่หงุดหงิด) และ เป็นงบลงทุน
เงินลงทุนเอาไปเปิดบริษัทก็ยังได้ ทำธุรกิจแข่งกับเอกชนเลย ใครไม่มีตังจ่ายค่าเทอมเรียนจบแล้วมาทำงานที่นี่ใช้หนี้ไปในตัว คนของเรามีคุณภาพขนาดนี้ทำธุรกิจแพ้เอกชนให้มันรู้ไป!!!
หลักการและเหตุผล
ปีหนึ่งๆประเราซื้อเทคโนโลยีไปเท่าไหร่ เอาแค่ใช้ให้มันคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปยังไม่ได้เลย บางอย่างใช้แค่ 10 %ของราคาของเท่านั้น (เช่น DBMS) อย่างนี้ประเทศมีแต่ขาดทุน ขาดทุน และก็ ขาดทุน ไม่ได้ลืมตาอ้าปากกะเขาซักกะที ไม่ต้องเอาไรมากแค่ใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่าแค่นี้ก็หรูแล้ว ในอนาคตยิ่งจะใช้เทคโนโลยีมากกว่านี้ ถ้ามัวแต่ย่ำอยู่กะที่เราก็เป็นลูกไล่เขาต่อไป
โครงการแบบนี้จะเกิดได้ต้องมีเจ้าภาพ(น่าจะเป็นรัฐบาล) ประเทศเราน่าจะมีแบบนี้ซักอันเนอะ
ถ้าผมรวยเมื่อไหร่ ไม่มีใครทำเดี๋ยวทำเอง……………… ตื่น ตื่น
17. sang | April 20th, 2008 at 4:14 pm
ผมคิดว่าการที่ไปขีดจำกัดสายนู้นสายนี้เฉพาะทางเกินไปมันอาจจะมีผลเสียมากกว่าดีนะครับ
ถ้าเป็นเรื่องสตางค์ที่ต้องใช้.. ผมอยากรู้ “ต้นทุน” จริงๆที่ต้องใช้ในการให้การสอนแก่นักเรียนจังเลย.. ผมเดาๆเอาจากการที่เป็นนักเรียนนะครับ
1. ค่าเหนื่อยอาจารย์ มันคงไม่คุ้มเหนื่อย แต่เพื่อให้อาจารย์มีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับคลาสเรียนมากขึ้น
2. ค่าห้องเรียน เช่าตึก แอร์ อุปกรณ์ – มันคือจุดรั่ว ผมมองว่าถ้าจะประหยัดตรงนี้ได้ ค่าแอร์ค่าไฟ ค่าคอมพิวเตอร์ บางอย่างอาจผลักเป็นภาระนักศึกษาบ้างเช่น ค่าคอม อาจเปลี่ยนเป็น notebook ให้หมด ไม่ต้องเตรียมมากนัก ให้เตรียมมาเอง ใครไม่เตรียมมาต้องเสียเงิน.. เว้นแต่กรณีพิเศษ ต้องทำเรื่องขอ บางที..ถ้ามีการเรียน online บ้าง อาจมีรายได้มากขึ้นนะครับ ค่าไฟก็ประหยัด
3. ค่าธุรการ ค่าสวัสดิการณ์ อันนี้ก็ยังจำเป็น แต่จะสามารถรองรับคนได้มากขึ้นถ้ามีการใช้เทคโนโลยีมาช่วย.. นนี้ไม่มีความรู้เท่าไรแต่ก็คิดว่าเป็นส่วนจำเป็น
ส่วนเรื่องวิชาเรียน ผมว่าต่อให้นักเรียนทุกคนเรียนเก่งได้ A หมดทุกวิชา เอาเข้างานจริงมันก็อาจทำงานไม่ได้เหมือนกัน.. การเรียนรู้โดยการทำงานนั้น มันต่างกันมาก
ปัญหามันเกิดตั้งแต่ที่ตัวนักเรียนไม่ตั้งใจเรียน สาเหตุก็อาจเพราะไม่ได้ชอบวิชาที่เรียน ไม่ถนัด ถนัดตี DoTA มากกว่า
ต่อให้เรากำหนดหลักสูตรชัดเจน บางคนก็เลือกไม่ถูกอยู่ดี ไม่รู้มาเรียนทำไม ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
ผมมองว่าการเข้าหาห้องโปรเจคนั้นมันยากเกินไปหน่อย.. เมื่อเทียบกับการเข้าชุมนุม.. ผมอยากให้คณะที่เรียน มีการสอนคอสสั้นๆในวันเสาร์อาทิตย์ จะให้เสียเงินมาเรียนก็ได้ ไม่ต้องจ้างใครมาสอน ให้สอนกันเอง แต่ให้เป็นภาคบังคับ เป็นคะแนนพิเศษช่วยให้นักเรียนที่สอบไม่เก่ง แต่ขยัน คอสที่ว่าอาจเป็นการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมก็ได้ แต่กิจกรรมนั้นต้องเป็นที่น่าสนใจ มีการสนับสนุนจากคณะเรื่องการทำเรื่องเป็นตัวแทนส่งประกวด เอาอุปกรณ์ที่ห้องโปรเจคมีมาใช้ไม่ให้มันเก่าเก็บในตู้ จัดแข่งขันกันเอง ทำไมคนข้างนอกทำกันได้ จัดติวโปรแกรมต่างๆ จัดสอนโปรแกรมมิ่ง จัดสอนเรื่องทำหุ่น ผมเคยกลัวที่จะเข้าไปในห้องที่ รุ่นพี่ในห้องก็ไม่รู้จัก แต่มีเรื่องที่เราอยากรู้
จัดให้วันนึง นักเรียนสามารถซื้อตั๋วเยี่ยมชมผลงานของแต่ละห้องโปรเจค ให้แสดงผลงานเท่าที่ที ปัญหาในงานวิจัยของตัวเอง อย่างน้องเป็นห้องให้คุยกันเรื่องเกมส์ก็ยังดี แต่ต้องมีการไกด์ให้รู้ในงานจริงๆ ให้นักเรียนลงชื่อเป็นสมาชิกเมล์ลิสต์ update ผลงาน เป็น feed ก็ได้ แต่ต้องกรองเอาคนสนใจจริงๆ จะเก็บเงินก็ได้ ได้เงินทุนอีกตะหาก เด็กบางคนสนใจก็จะได้เป็นโอกาสที่ดี บางทีนักศึกษาที่กำลังทำวิจัยๆกันอยู่ เรื่องเดียวกันแต่คนละห้องก็จะได้รูจักกัน..
ผมเป็นนักศึกษาที่ขี้กลัวเป็นพิเศษ
แต่ถ้าเปิดเป็นทางการแบบที่ว่า น่าจะทำให้กล้ามากขึ้น
.. มันจะเป็นไปได้มั้ยครับ