แต่งกายให้อยู่ในกรอบเป็นศัตรูของความคิดสร้างสรรค์ จริงหรือไม่??? (ตอนที่ 1)
หลังจากที่ไม่ได้อัพเดท Blog เป็นเวลานาน จริงๆที่ผ่านมามีเรื่องหลายเรื่องจะเขียน แต่ยังขาดข้อมูลประกอบเลยต้องเว้นไปก่อน บังเอิญเมื่อวานได้อ่านบทความของหนุ่มเมืองจันท์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 23-29 พฤษภาคม 2551 หน้าที่ 24 ในชื่อเรื่องว่า “เครื่องแบบ” เลยทำให้ผมนึกอยากเขียนบทความนี้ลงใน Blog ขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้เคยคิดในเรื่องนี้มาเป็นระยะๆแล้ว และจะได้มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้กับทุกๆคนครับ
เนื่องจากบทความของหนุ่มเมืองจันท์ค่อนข้างยาว ผมจึงขอคัดเฉพาะข้อความที่สำคัญมาเท่านั้น บทความเรื่อง “เครื่องแบบ” นั้นเริ่มต้นจากประเด็นการรีแบรนด์จาก TelecomAsia เป็น True
ศุภชัย เจียรวนนท์ จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ กำจัดอุปสรรคแห่งความคิดสร้างสรรค์ในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นผนังกั้นระหว่างฝ่าย หรือ เน็คไท ที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์อุดตันอยู่ที่ลำคอ รวมถึงเครื่องแต่งกาย ที่เปิดให้พนักงานแต่งตัวได้ตามสบาย เสื้อยืดได้ กางเกงยีนส์ได้ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยเพื่อให้ความคิดสร้างสรรค์เปล่งประกายออกมา จนวันนี้ “ทรู” ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความทันสมัยไปแล้ว
ในขณะที่โลกแห่งการทำงานกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “เครื่องแต่งกาย” เขาค้นพบแล้วว่า “เครื่องแต่งกาย” เป็นหนึ่งใน “กรอบ” ที่ทำให้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่เจริญเติบโต นั่นคือโลกแห่งชีวิตจริงหลังผ่านรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในโลกในมหาวิทยาลัย ไม่น่าเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งกำลังหมุนทวนเข็มนาฬึกา หยิบยกเรื่อง “เครื่องแบบนิสิตนักศึกษา” มาเป็นเรื่องใหญ่
คิดดูสิครับว่า นักศึกษาที่เรียนปีที่ 1 เขาอายุ 18 ปีแล้ว รัฐธรรมนูญให้เขามีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นการแสดงความเชื่อมั่นว่า คนอายุเท่านี้มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกคนมาบริหารประเทศชาติซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับตัดสินคนกลุ่มนี้ไม่มีวุฒิภาวะในการแต่งตัว ไม่รู้ว่าควรจะแต่งกายอย่างไรไปเรียน ก็เลยออกระเบียบมหาวิทยาลับมาบังคับ
มหาวิทยาลัยต้องทำให้นักศึกษารู้จักการตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบ ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากจุดนี้ครับ การบังคับให้ทำตาม ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เลย ไม่ใช่ตั้งคำถามเฉพาะแค่ในห้องเรียน แต่ต้องตั้งคำถามในเรื่องใหญ่ๆ อย่างโลกและชีวิต หรือตั้งคำถามเล็กๆเรื่องเครื่องแต่งกาย แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการบังคับ ทำไมมหาวิทยาลัยไม่คิดนำเรื่องเครื่องแต่งกายมาเป็นยั่วให้แย้งบ้าง ให้นักศึกษารู้จักตั้งคำถามและหาคำตอบ ในขีวิตจริง เรื่องสำคัญที่สุดของเราไม่ใช่ “ความรู้” ในสมอง แต่เป็นเรื่อง “ดุลยพินิจ” เว้นในสิ่งที่ควรเว้น ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ เรื่องอะไรที่ควรเว้น เรื่องอะไรที่ควรทำ ไม่มีใครบอกได้ ต้องใช้ดุลยพินิจเอง
ในความคิดผม เรื่องเครื่องแต่งกายนักศึกษา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนักศึกษา แต่อยู่ที่ “อาจารย์” ตราบใดก็ตามที่ “อาจารย์” ยังติดกรอบความคิดเดิมๆ เชื่อว่า “ห้องเรียน” และ “มหาวิทยาลัย” ว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” และ “เครื่องแต่งกาย” เป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาเรื่องนี้ก็จะยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง
องค์กรธุกิจหลายแห่งที่เคยมีความเชื่อแบบเดียวกับมหาวิทยาลัย เห็นสถานที่ทำงานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรบูชาด้วยเครื่องแต่งกาย วันนี้เขาค้นพบแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวพันกัน ผมเชื่อว่าถ้าผู้บริหารไม่สามารถทำลายกรอบความคิดเก่าๆ และพยายาม “มองข้าม” สิ่งเล็กๆ เขาจะไม่สามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้เลย
ไม่ทราบว่าผู้อ่านคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับหนุ่มเมืองจันท์ในหลายๆประเด็น และผมก็เชื่อว่าการแต่งกายนอกกรอบกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน น่าจะช่วยเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้จริง และมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ควรไปออกระเบียบเรื่องเครืองแบบที่เคร่งครัดเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่ควรที่จะไปเคร่งครัดที่เรื่องอื่นๆแทนเช่นวินัยการของเป็นนักศึกษาที่ดีเช่น การส่งการบ้านที่ตรงเวลา การมาเข้าเรียนตรงเวลา การไม่ทุจริตในการสอบ หรือแม้แต่การไม่ลอกการบ้าน เช่นการใช้ google ไปหาคำตอบหรือลอกคำตอบจาก Internet มาส่งรายงาน ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ควรจะละเลย และในความเป็นจริงกลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเรื่องระเบียบเครื่องแบบนักศึกษา
มหาวิทยาลัยน่าจะเอาเวลาไปเคร่งครัด และส่งเสริมให้นักศึกษามีคุณสมบัติของการเป็นนักศึกษาที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนและความเป็นนักศึกษา (Student Honor Code) มากกว่าเรื่องเครื่องแต่งกาย
แล้วที่ผ่านมาคณะฯหรือสถาบันฯไปเคร่งครัดกับเครื่องแบบนักศึกษามากไปหรือเปล่า แนวโน้มระเบียบการแต่งกายของนักศึกษาในอนาคตอันใกล้นี้จะเป็นอย่างไร รวมถึงที่มาและเหตุผลของระเบียบเหล่านั้นว่าเป็นมาอย่างไร (ผมไม่ได้เป็นผู้ออกระเบียบเหล่านั้นโดยตรง แต่ในฐานะอาจารย์และผ่านการเป็นผู้บริหารคณะฯมาเป็นระยะเวลานึง จึงพอจะทราบถึงเหตุผลและที่มาของระเบียบเหล่านี้บ้าง) ซึ่งผมจะเขียนต่อในตอนหน้า (ตอนที่ 2) รวมถึงผมจะแสดงความเห็นอื่นๆส่วนตัวในรายละเอียดเพิ่มเติม ในประเด็นที่หนุ่มเมืองจันท์เขียนไว้ด้วยครับ
ปล. โปรดเข้าใจว่าบทความนี้หรือใน Blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเพียงผู้เดียว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะฯหรือสถาบันฯหรือมหาวิทยาลัยแต่อย่างใดทั้งสิ้น
Tags: Education
May 26th, 2008 at 5:29 pm
ตามความเห็นส่วนตัว การให้แต่งตัวแบบอิสระก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ เพราะอย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องมาจับผิดกันว่า คุณแต่งตัวไม่เรียบร้อยนะ
ขอยกตัวอย่างที่ตึก 12 ชั้นคณะวิศวะ ในสมัยที่ยังเรียนอยู่ที่นั่น ยามที่ตึก 12 ก็จะคอยจับผิดว่านักศึกษาใส่รองเท้าหุ้มส้นถูกต้องหรือไม่ ถึงขนาดที่ว่าก้มมองแต่รองเท้ากันเลยทีเดียว
จนบางครั้งโปรเจคเตอร์ หรือรถมอเตอร์ไซด์หาย รปภ ก็ไม่รู้เรื่อง (ก็เอาแต่ดูรองเท้านี่นา) แถมบางครั้งก็งี่เง่า เช่น รองเท้าผู้หญิงแบบที่มีสายรัดส้นเส้นบางๆ (ถ้านึกภาพไม่ออก ขอให้นึกถึงเส้นเล็กในบะหมี่)
การที่ร้องเท้าไม่มีเส้นเล็กๆ นี่พาดผ่านส้น มันทำให้นักศึกษาไม่มีสามารถขึ้นตึกได้เลย มันช่างแตกต่างกันจริงๆ (แต่จริงๆ ก็เป็นความผิดของนักศึกษาแหละ ก็กฎเค้าบังคับอย่างนี้ รู้ทั้งรู้ ก็ยังฝ่าฝืน)
แต่ถ้าเราไม่บังคับอะไรเลย มันก็ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น ชุดนักศึกษาหญิง นี่ขนาดบังคับให้ใส่แต่ชุดนักศึกษามาเข้าเรียน ชุดก็ยังล่อแหลมซะขนาดนั้น เสื้อก็เล็ก กระโปรงก็สั้น หรือการที่ใส่กางเกงขาสั้นเดินไปมา (ทั้ง ญ และ ช) อยู่ในตึกมันก็ดูไม่ดี
สรุปก็คือ อยากจะให้กฎเรื่องการแต่งตัวมีการยืดหยุ่นมากกว่านี้ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นอิสระมากเกินไปโดยมีการควบคุมตามช่วงเวลาและสถานที่และกิจกรรมที่ทำ แล้วก็อยากจะให้ปลูกจิตสำนึกนักศึกษาว่า เราควรแต่งตัวให้ถูกกับกาลเทศะ (<- สำคัญมาก)
May 26th, 2008 at 6:13 pm
ผมว่า “เครื่องแบบ”
1) เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สวมใส่ รวมถึงผู้ที่อยู่รอบข้าง (เช่น พ่อแม่ภูมิใจที่ลูกเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้) ภูมิใจ
2) ทำให้ภาพลักษณ์สถาบันฯ หรือหน่วยงานที่สังกัดนั่นมีภาพลักษณ์ทึ่ดี
3) เป็นการฝึกให้นศ. ปฏิบัติตามกฏ … หากนศ.ปฏิบัติไม่ได้ เรื่องอื่นก็อาจจะ… (ผมคงหัวโบราณนะครับ)
ถึงแม้ข้อ 3) อาจจะแก้ด้วย Student Honor Code แต่ผมว่าข้อ 1) – 2) นั่นคงใช้เวลาอีกสักพักครับ
(แต่ผมเห็นด้วยกับคุณ -_-” ที่โพสต์คนแรกในบางส่วนครับ)
May 26th, 2008 at 9:07 pm
จะว่าไปบริษัทที่ผมฝึกงานอยู่ตอนนี้ (KTC) ก็ไม่จำกัดในเรื่องเครื่องแต่งกาย โดยให้เหตุผลเดียวกันว่าไม่ต้องการให้อยู่ในกรอบ ถ้าใครใส่ชุดนศ.ไปฝึกงานนี่จะโดนมองแปลก ๆ กันหมดเลยทีเดียว (เขาเน้นเรื่องนี้แม้กระทั่งสัญลักษณ์ของบริษัทที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่าและการที่ไม่มีสีประจำ (no fixed color) ก็สื่อถึงเรื่องนีเช่นกัน)
เกริ่นมาซะยาว เข้าเรื่องดีกว่า สำหรับในประเด็นว่ามหาวิทยาลัยควรจะเข้มงวดเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ สำหรับตอนนี้ผมคิดว่ายังควรบังคับอยู่ต่อไป แต่อาจจะยืดหยุ่นได้มากกว่านี้ ถ้ามองในภาพรวมแล้ว การไม่บังคับเครื่องแบบในระดับที่ปล่อยอิสระน่าจะก่อให้เกิดความฟุ้งเฟ้อในหมู่นักศึกษามากขึ้น อาจจะต้องแข่งกันแต่งตัวหล่อ ๆ สวย ๆ มาเรียน (ลาดกระบังอาจจะน้อย แต่ถ้าเป็นที่อื่นล่ะ?) ซึ่งในขณะนี้นักศึกษาเราฟุ้งเฟ้อกันมากอยู่แล้ว เห็นบางคนใช้เงินเดือนละหมื่น หรือมากกว่า ซึ่งผมว่ามันมากไปนะ ต้องลองคิดดูว่าสมมุติอนาคตเรามีลูก 2 คน แล้วลูกใช้เงินเดือนคนละหมื่น (ไม่รวมค่าเทอม) พ่อแม่ต้องหาเงินได้เท่าไรจึงจะพอกินพอใช้?
ประเด็นต่อมาก็คือ ผมมองว่าเครื่องแต่งกายเป็นแค่รูปลักษณ์ภายนอก คงไม่ได้ไปมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์มากนัก แต่ก็คงมีบ้าง ไม่งั้น creative คงไม่แต่งกันตามสบายหรอก แต่ผมว่าต่อให้ creative เก่ง ๆ เหล่านั้นมาใส่สูทผูกไทคิดงาน มันก็น่าจะคิดกันออกอยู่ดีแหละ (อันนี้อนุมานเอาครับ)
ประเด็นสุดท้ายที่เห็นก็คือ เรื่องเครื่องแต่งกายมันเป็นเรื่องวัฒนธรรมของโลกตะวันออกจริง ๆ อย่างญี่ปุ่น นี่ก็เป็นอีกประเทศที่มีเครื่องแบบ และความก้าวหน้าเขาก็ไม่ได้ด้อยเลย ตั้งแต่ระดับวัยเรียนไปจนวัยทำงาน ตอนเลิกงานนี่จะเห็นคนใส่สูทยุ่บยั่บไปหมดเลย
ป.ล. เขียนมาจบจบแล้วเพิ่งนึกได้ว่าตอนเข้าผับบางที่ก็บังคับเรื่องเครื่องแต่งกายเหมือนกัน ก็ยังเห็นแต่งกันได้เลยนี่?
May 26th, 2008 at 10:28 pm
ผมว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับพี่อาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า การแต่งตัวกับความคิดสร้างสรรค์ ผมเคยเรียนวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์เบื้องต้นตอนสมัยมัธยมปลาย ซึ่งถ้าแต่งชุดนักเรียนตอนเรียนในคาบจะนึกหรือออกแบบไม่ออกแต่ถ้ากลับบ้านใส่ชุดอยู่บ้าน กลับนึกออกซึ่งผมก็ทดลองจนสามารถบอกได้ว่าถ้าคิดไม่ออกทำตัวให้สบายๆมานก็จะช่วยได้บ้าง
และผมก็เคยดูข่าวๆหนึ่งซึ่งได้บอกไว้ว่าการที่นักเรียนถอดรองเท้าแล้วเข้าเรียนจะทำให้มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจิงหรือปล่าวแต่ที่แน่ๆคือเพื่อนที่ใส่รองเท้าแล้วเข้าเรียนมักจะแอบหลับ – -”ซึ่งผมก็ชอบถอดรองเท้าเวลาเรียนอยู่ซึ่งผมก็คิดว่ามันช่วยได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม การแต่งกายดีก็เป็นศรีแก่ตัวซึ่งการบังคับไม่บังคับนั้นมันอยู่ที่ตัวผู้แต่งมากกว่านะครับ
ว่าจะแต่งอย่างไร
May 26th, 2008 at 10:32 pm
ผมขอตอบคำถาม 2 ข้อละกันครับ
1.การแต่งกายในกรอบทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์จริงหรือไม่?
-> ไม่จริงครับ ผมคิดว่า มีเรื่องอื่นที่เป็นกรอบในการครอบงำความคิดมากกว่าเรื่องการแต่งกายครับ เช่น วิชาเลือกที่มีจำกัดในบางครั้ง นศ อาจต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่ทางคณะจัดให้ก็ได้ เป็นต้น
2. ถ้าการแต่งกายนอกกรอบทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้จริง มหาวิทยาลัยควรอนุญาตให้นักศึกษาแต่งตัวนอกกรอบได้หรือไม่?
-> ข้อนี้ผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัดว่ามันจริงนะครับ แต่ถ้ามันจริงผมเห็นว่าสามารถขยายกรอบได้ครับ แต่ไม่ใช่ไม่มีกรอบ
===============================================
May 26th, 2008 at 11:49 pm
เห็นด้วยในบางกรณีนะคะ ขออนุญาติแสดงความคิดเห็นผ่าน 1 คำตอบของทั้ง 2 คำถามค่ะ
–> ลองดูเด็กระดับประถมและมัธยม คิดว่าทางโรงเรียนมีกฏระเบียบเรื่องแต่งกายหรือเปล่าและเด็กๆ เหล่านั้นกำลังอยู่ในช่วงมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ใช่หรือไม่? ทำไมเด็กๆถึงแสดงออกทางด้านความคิดสร้างสรรค์ดี (สังเกตจากการประกวดไอเดียต่างๆและความสามารถในการเรียนรู้) ในบางครั้งดีมากกว่าระดับนักศึกษาเสียอีก(นักศึกษาบางคนก็ไม่แต่งกายตามกฏอยู่แล้ว) ทำไมบุคคลระดับผู้บริหาร ใส่สูท ผูกไทด์ ถึงสามารถวางแผนกลยุทธ์หรือออกความคิดใหม่ๆที่ช่วยให้บริษัทอยู่รอดได้ล่ะคะ? หรือว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์? การเกิดความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเสื้อผ้าหรือเครื่องแบบที่สวมใส่นะคะ
ในมุมมองส่วนตัว เสื้อผ้าหรือเครื่องแบบไม่ใช่ตัวกำหนดหรือกรอบของความคิดสร้างสรรค์ ในทางกลับกัน เสื้อผ้าหรือเครื่องแบบเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก
แต่การที่มหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาเองหยิบเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นจนเกินไปก็ไม่ได้เกิดผลดีเท่ากับการส่งเสริมด้านอื่นๆที่ทำให้นักศึกษามีคุณภาพมากขึ้น (เหมือนที่อาจารย์ได้กล่าวไว้) ทางมหาวิทยาลัยอาจลำดับความสำคัญผิดไปนิดนึง
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างควรมีความพอดีในตัวเอง ไม่เคร่งครัดหรือปล่อยมากไป คือ ไม่ต้องมี Law ที่เคร่งครัดแต่ใช้ Ethic ควบคุมเองจะดีกว่า ถ้านักศึกษาตระหนักถึงความเหมาะสมและกาละเทศะ เคารพสถานที่และศักดิ์ศรีของตนเอง กฏระเบียบที่เคร่งครัดอาจไม่จำเป็นค่ะ
ps: ขณะตอบนี้ยังสวมเครื่องแบบพนักงานของบริษัทที่ค่อนข้างมีกฏในการแต่งกายเหมือนกัน การแสดงความคิดเห็นถือเป็นตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่าเอ่ย ^^’
May 27th, 2008 at 5:43 am
อืม เห็นด้วยกับความคิดเห็นเรื่อง “ความฟุ้งเฟ้อ” ของคุณ ShinKun นะครับ เพราะขนาดให้ใส่ชุดนร.หรือนศ. ก็ยังแข่งกันประดับหรือแต่งตัวให้ดูดีกันมากอยู่แล้ว
ป.ล. คุณ ShinKun คิดถึงเรื่องลูกแล้ว ทั้งยังเป็น นศ. อยู่ … วางแผนไกลครับ น่านับถือ
May 27th, 2008 at 9:52 am
การแต่งกายในกรอบทำให้ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์จริงหรือไม่?
อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้……
แต่อยากจะลองชี้แจงในมุมมองของคนไทยที่มาเห็นญี่ปุ่นเต็มๆ ตาหน่อยค่ะ อย่างแรกมหาวิทยาลัยที่นี่ไม่้ต้องแต่งเครื่องแบบ ปรากฏว่าทุกเช้าตื่นมาก็ต้องมานั่งคิดว่า แล้วจะใส่อะไรไปเรียนหละเนี่ย คิดไม่ออก… -> เอาเวลาไปงานดีกว่า แล้วก็คว้า ๆ มาซักตัวแบบไม่ได้สนใจอะไรมาก บางวันลืมรีดกระโปรงก็ต้องทำใจใส่มันทั้งไม่รีดแบบนั้นแหละ หรือบางวันหยิบได้ตัวเปรี้ยวเกิน ก็ต้องมานั่งพะวงว่าคนอื่นมาเราไม่ดีทั้งวัน…สรุปก็ยุ่งยากไปอีกแบบนะค่ะ
แต่ที่พูดมานี้ไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับการไม่มีเครื่องแบบค่ะ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว เมื่อนศ.แต่งตัวมาเรียน เค้าก็รู้ว่าห้องเรียนคือสถานที่ศักสิทธิ์ด้วยสัญชาติญาณของเค้าเอง ดังนั้นต่อให้ไม่มีเครื่องแบบ เค้าก็ไม่ได้แต่งตัวชวนถอดแบบนศ.ไทยบางคน หรือแต่งตัวแบบชนิดไม่รู้จักกาละเทศะ แต่งฮิปฮอปกันเต็มที่ โดยทั้ง ๆ ที่บางคนเวลาแต่งตัวไปเที่ยวนี่สุด ๆ จริง ๆ … ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ขนาดใส่กรอบแล้ว เด็กไทยยังทำไม่ได้เลย แล้วถ้าเอากรอบออกนี่ยิ่งจะไม่หลุดโลกกันไปใหญ่หรอ .. หรือหากไม่มีกฏแล้ว เด็กไทยก็ไม่มีอะไรจะแหกแล้ว อาจจะดีขึ้นหรือป่าว? ช่างเป็นคำถามโลกแตกได้ใจ
ปล. สูทสำหรับคนญี่ปุ่นไม่ใช่เครื่องแบบนะค่ะ แต่เป็นเสื้อผ้าำสำหรับใส่เพื่อความสุภาพ เมื่อเค้าคิดว่าต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความสุภาพ แค่ไปสมัครงาน หรือไปพรีเซนต์โปรเจคจบ ยังใส่สูทกันเลยค่ะ ก็ไม่ได้บอกให้บ้านเราใส่สูทกันนะค่ะ เพราะคนที่ใส่มันเหมือนกับคนบ้า ร้อนจะตายยังจะใส่อีก แต่เสื้อผ้าที่สุภาพมันออกจะเยอะแยะไปหนิค่ะ หากเราคิดจะใส่
ปล2. เรื่องความฟุ้งเฟ้อก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าคิด แต่ว่าส่วนตัวคิดว่าต่อให้มีหรือไม่มีเครื่องแบบมันก็ฟุ้งเฟ้อกันได้ค่ะ
May 27th, 2008 at 11:33 pm
“ก็ไม่ได้บอกให้บ้านเราใส่สูทกันนะค่ะ เพราะคนที่ใส่มันเหมือนกับคนบ้า ร้อนจะตายยังจะใส่อีก แต่เสื้อผ้าที่สุภาพมันออกจะเยอะแยะไปหนิค่ะ หากเราคิดจะใส่”
เอ่อ .. ประทานโทษนะคะ แต่ที่บริษัทการใส่สูทเป็นเครื่องแบบประจำบริษัทที่ระบุสำหรับพนักงานระดับ section manager ขึ้นไปค่ะ (ร้อนอยู่เหมือนกัน แต่วันๆก็ทำงานห้องแอร์กันอยู่แล้ว และถ้าอยู่ประจำโต๊ะ อนุญาติให้ถอดแขวนได้ค่ะ)
อ่อ ไม่ใช่บ.ญี่ปุ่นนะคะ ของไทยนี่แหละค่ะ
May 28th, 2008 at 12:17 am
เรื่องแบบนี้ทำให้นึกถึงช่วงตอนที่อยู่ปีสองที่โดนจดชื่อเพราะว่าใส่เสื้อยืดเข้าคณะนี่แหล่ะ ตอนนั้นก็เลยนำมาโพสในเว็บบอร์ดคณะ (เว็บบอร์ดเก่า) หัวข้อว่า “คิดอย่างไรกับการต้องใส่เสื้อคอปกเข้าคณะ” ก็มีคนออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มได้คือ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยซึ่งส่วนใหญ่ก็คือนักศึกษาปริญญาตรีเกือบทั้งหมด กับกลุ่มที่เห็นด้วยซึ่งส่วนใหญ่คือนักศึกษาปริญญาโท และอาจารย์
ซึ่งตอนนั้นพอจะวิเคราะห์ความคิดออกมาได้ว่า เรา (นักศึกษาปริญญาตรี) ยังมีความคิดเป็นวัยรุ่นอยู่ ในขณะที่นักศึกษาปริญญาโทและอาจารย์เขามีประสบการณ์การทำงานในชีวิตจริง และเห็นว่าการใส่เสื้อคอปกเป็นการแต่งตัวที่สุภาพ เหมาะสม และแต่งกันจนชินแล้ว
แต่ประเด็นหลักที่จะมาพูดไม่ใช่เรื่องของการบอกว่าใครผิดใครถูก แต่อยากให้ลองคิดว่าบางครั้งการเข้มงวดเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นในเรื่องของ “จิตสำนึก” ว่าในขณะนั้นเขาอยู่ในสถานการณ์ใด เช่น ถ้าเขาต้องเข้าคณะมาเพื่อติดต่อราชการเขาก็ต้องมี “จิตสำนึก” ว่าเขาต้องแต่งกายสุภาพ แต่บางสถานการณ์ก็ไม่จำเป็น เช่น มาทำกิจกรรมสันทนาการ แล้วต้องไปหยิบของในคณะ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ความคิดเห็นของผมคือ คณะไม่จำเป็นจะต้องไปเข้มงวดในเรื่องของการแต่งกายที่จะต้องตรงตามกฎระเบียบเสมอ แต่หันไปสร้าง “จิตสำนึก” ในการแต่งกายทำให้มีผลมากกว่า
ทั้งหมดนี้แค่ยกกรณีตัวอย่างของคณะฯ เราให้ฟังเฉยๆ ไม่ได้ต้องการให้สร้างความแตกแยก หรือยกประเด็นนี้ขึ้นมาถกเถียงกันนะครับ
May 28th, 2008 at 6:53 pm
ขออภัยเรื่องสูทนะค่ะ พอดีว่าคงสื่อความหมายผิดไปหน่อย ทีบอกคือว่า ไม่ใช่ให้ใส่ในเรื่องทั่ว ๆ ไปอะค่ะ ชนิดว่าเดินตามท้องถนนแบบคนญี่ปุ่นอะ่ค่ะ พอดีว่าอยู่นี่เห็นพนักงานใส่สูทกวาดขยะอยู่หน้าร้าน!!!! เห็นที่เมืองไทยคงหาว่าคน ๆ นั้นแปลก ส่วนระดับผู้บริหารแล้วคิดว่าสูทคงเป็นอะไรที่ยอมรับกันในระดับสากล ใส่อยู่ห้องแอร์คงไม่แปลกอะไรมั้งค่ะ แต่คิดอีกแง่ เรามาแต่งแบบสุภาพ ๆ แต่ไม่ใส่สูท แล้วปิดแอร์ คงลดโลกร้อนได้เยอะเลยนะ อิอิ
ส่วนเรื่องเสื้อคอปก.. เป็นคนหนึ่งที่เคยไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างหัวชนฝา แต่ว่าถามความคิดเห็นตอนนี้ ก็รู้สึกว่าเฉย ๆ แล้วนะ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นไม่มีเสื้่อคอปก และต้องเข้าคณะาทุกวัน เผลอ ๆ ต้องนอนค้าง แถมต้องออกไปกินข้าวนอกคณะ ก็เลยรู้สึกว่ามันร้อน และขี้เกียจหามาใส่ เคยรู้สึกว่าทำไมต้องใส่หละ เรายังเป็นแค่นักศึกษา ไม่ใช่พนักงานบริษัทซะหน่อย เลยค้านอย่างรุนแรง เคยคิดแม้กระทั่ง ก็บริษัทเค้าให้ตังค์เลยทำตาม แต่คณะไม่ได้ให้ตังค์เราหนิ เราไม่เห็นต้องทำตามเลย
แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มรู้สึกอ่อนลงเรื่อย ๆ จะโดนสั่งก็ทำตามก็ไ้ด้ เรื่องมากนักหยิบชุดนักศึกษามาใส่ก็ได้ ถ้าอาจารย์ไม่เห็นว่ามันอนาจิตมาก เอาชุดนศ.ไปเต้นสันละกัน อิอิ ล้อเล่นนะค่ะ นู๋ไม่ทำหรอก
แต่สิ่งที่อยากจะสื่อคือเมื่อเวลาผ่านไป มุมมองคงคนมันเปลี่ยนไปด้วย ทำให้เกิดความคิดขัดแย้งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ คำว่าสุภาพสำหรับเด็กกับผู้ใหญ่มันย่อมไม่เท่ากัน การบังคับนั้นยิ่งทำให้เด็ก(ไทย)รู้สึกต่อต้าน บอกตรง ๆ ว่าเคยมีคติประจำใจว่า “กฏมีไว้แหก” อยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต แทนที่เราจะมานั่งบอกใ้ห้ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ ทำไมไม่ลองคิดว่า ทำอย่างไรให้เขาเห็นความสำคัญของการแต่งกายสุภาพแทนหละค่ะ
May 30th, 2008 at 5:04 pm
นึกถึงอีเมล์ฉบับหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว… ที่ให้สาวหน้าตาดี ผิวขาว (พอเป็นนางแบบหรือดาราได้) แต่งกายสองแบบสองขั้วเพื่อทดสอบการตอบสนองจากผู้คนที่พบเห็น วันแรกโลโซมากๆ ให้นึกถึงคนงานตัดอ้อย (ไม่มีเจตนาว่าชาวไร้อ้อยนะครับ) มือก็หิ้วถุงขนม สับปรด เดินชมห้างหรูแห่งหนึ่ง เข้าไปลองเสื้อผ้าราคาแพง แวะแผนกเครื่องสำอาง ขอลองรองเท้า และปิดท้ายที่โชว์รูมรถสุดหรู ขณะที่อีกวันแปลงโฉมเป็นสาวไฮโซ หิวถุงสินค้าแบรนเนมและเข้าร้านเดียวกับเมื่อวาน ซึ่งแต่ละที่น่าจะจำไม่ได้ว่าเป็นคนๆ เดียวกัน สิ่งที่ได้คิดว่าเราๆ คงพอเดาปฏิกิริยาของคนขายได้นะครับว่าจะต่างกันแค่ไหน…
ซึ่งจากการแต่งกายที่ต่างกันของสาวน้อย ส่วนหนึ่งกล่าวว่า.. “เมื่อแต่งตัวดี สะอาด ไม่ใช่เพียงทำให้คนทั่วไปปฏิบัติกับเค้าด้วยความรู้สึกที่ดีและเต็มไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มจริงใจเท่านั้น แต่ยังทำให้มีความมั่นใจให้กับตัวเองอีกด้วย”
กลับมาประเด็น “แต่งกายให้อยู่ในกรอบเป็นศัตรูของความคิดสร้างสรรค์ จริงหรือไม่??? (ตอนที่ 1)”
ก่อนอื่นต้องบอกว่า เป็นบทความที่สองของอาจารย์แล้วที่มี (ตอบที่ 1) เป็นผมคงไม่คิดมีตอนต่อแบบนี้บ่อยๆ แน่ แต่สำหรับอาจารย์คงเป็นอะไรที่ซับซ้อน จึงมองว่าต้องมีต่อแน่ๆ ฮ่ะๆ อันนี้แซวเล่นครับ
จากความเห็นหลายๆ ท่านและความเห็นเจ้าของกระทู้ ก็มีหลายสิ่งที่ฟังเข้าทีและมีเหตุผล ซึ่งผมคาดว่าผู้เขียน ผู้อ่านและผู้ตอบน่าจะเข้าใจระดับคำว่า “ดูดี เหมาะสม” แล้ว ดังนั้นหากเราแต่งกายดูดีหรือเหมาะสมแล้วเรื่องระเบียบที่เราคิดๆ กันเพื่อบังคับอาจจะไม่จำเป็นก็ได้ เพราะก็ยังพิสูจน์กันไม่ได้(มั้ง?) ว่าเครื่องแต่งกายสัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์ แต่เรื่องความมั่นใจผมว่ามีผลดังตัวอย่างช่วงต้นๆ ของความเห็นผมครับ
July 10th, 2008 at 10:36 am
ของวินทร์ครับ น่าสนใจดีครับ เลยนำมาแปะให้
วาบหวิววิทยาลัย
1
ภาพยนตร์โทรทัศน์แนวซิทคอมของฝรั่งที่โด่งดังมากเรื่องหนึ่งในช่วงรอยต่อของทศวรรษที่ 80-90 คือ The Golden Girls เป็นการผจญภัยของสาววัยใกล้ฝั่งสี่นาง บลานช์, โรส, โดโรธี และโซเฟีย ที่อยู่ด้วยกันในบ้านเช่าหลังหนึ่งในไมอามี ฟลอริดา แม้จะเป็นหนังตลก แต่ก็แตะประเด็นร้อนของสังคมมากมาย ในตอนหนึ่งสาวไม่น้อยเหล่านี้ไปเยือนสมาคมเปลือยกายแบบรีสอร์ท กินเวลานานพอควรกว่าสตรีสูงวัยทั้งสี่จะทำใจได้จนกล้าถอดเสื้อผ้าและเดินเพ่นพ่านไปมาในนิคมคนเปลือยนั้น
ครั้นคุ้นเคยกับการทำกิจกรรมต่างๆ ในสมาคมโดยไม่สวมเสื้อผ้าดีแล้ว เย็นนั้นกลุ่มสาวๆ ก็แวะไปกินอาหารเย็นในห้องอาหารของรีสอร์ทในสภาพเปลือยเปล่าอย่างสบายอารมณ์ เมื่อเปิดประตูเข้าไป ทั้งสี่ก็ตะลึงเมื่อพบว่าแขกทั้งหมดที่กำลังกินอาหารในห้องนั้นสวมเสื้อผ้าเต็มยศกันทุกคน!
ถึงจะเป็นนิคมเปลือย แต่ไม่ใช่ทุกที่ทุกเวลาที่พวกเขาแก้ผ้ากัน!
2
เร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ผมเคยเป็นนักศึกษาออกกฎระเบียบห้ามนักศึกษาสวมชุด ‘ไม่เรียบร้อย’ โดยเฉพาะนักศึกษาหญิง ห้ามสวมมินิสเกิร์ต ชุดสายเดี่ยว และชุดล่อแหลมอื่นๆ (เอ้อ! คำว่า ‘แหลม’ อาจเปลี่ยนเป็น ‘ตะเข้’ ก็ได้!)
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างแปลก โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างเอียงไปในทางเสรีนิยมมาโดยตลอด และออกจะขัดแย้งแบบขันขื่นกับหลักการของการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เป็นการเรียนแบบผู้ใหญ่
แต่เมื่อพิจารณาสภาพการเรียนแบบไทยๆ ก็พอเข้าใจได้ เพราะแม้จะเรียนในระดับ ‘ผู้ใหญ่’ แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของเราก็ยังเรียนสอนแบบจับกรอกอย่างเด็กๆ ดูเหมือนว่าในสายตาของผู้ใหญ่ นักศึกษายังเป็น ‘เด็ก’ เสมอ และบางครั้งก็ต้องใช้ ‘ไม้เรียว’
ย่อมมีคนตั้งคำถามว่า การตั้งกฎระเบียบดังกล่าวผิดหลักของเสรีภาพของมนุษย์หรือไม่? ลิดรอนสิทธิมนุษยชนหรือไม่? ที่สำคัญที่สุดคือมันช่วยพัฒนานักศึกษาให้เป็นคนที่มีคุณภาพดีขึ้นหรือไม่?
3
ในชั่วโมงแรกของวิชาการแต่งกายในหลักสูตรพัฒนาบุคลิกภาพที่ผมเคยเข้าเรียนในสถาบันบุคลิกภาพแห่งหนึ่งนานปีมาแล้ว อาจารย์ชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างการแต่งตัวเรียบร้อยกับการแต่งตัวดี
การแต่งกายเรียบร้อยเป็นคนละเรื่องกับการแต่งกายดี
ถามว่ามันไม่เหมือนกันหรือ?
ตอบว่าไม่เหมือนกัน! การแต่งกายเรียบร้อยอาจไม่ใช่การแต่งกายดี แต่การแต่งกายดีใช่การแต่งกายเรียบร้อย!
การแต่งกายเรียบร้อยคือการแต่งกายแบบปกปิดร่างกายโดยมีจุดหมายไม่ให้ประเจิดประเจ้อ ไม่ผิดวัฒนธรรมประเพณี ไม่สวนทางกับศีลธรรม ความเป็นกุลสตรี และอีกสารพัด ‘ความเหมาะสม’
มาตรวัดของความเรียบร้อยคือค่านิยมของสังคม กล่าวคืออะไรที่สังคมรับไม่ได้ก็แปลว่าไม่เรียบร้อย ยกตัวอย่างเช่น สวมชุดโชว์เนื้อหนังมังสาไปตักบาตรถือว่าไม่เรียบร้อย สวมชุดมินิสเกิร์ตไปโรงเรียนถือว่าไม่เรียบร้อย เป็นต้น
ความเรียบร้อยยังวัดได้จากสถานะอาชีพ เช่น นักศึกษาสาวสวมชุดโนบราถือว่าไม่เรียบร้อย ขณะที่นักร้องที่ทำอย่างเดียวกันถือว่ารับได้
ส่วนการแต่งกายดีคือการแต่งกายที่มีจุดหมายเพื่อให้ดูดี มีรสนิยมดี และให้เกียรติต่อสถานที่
รสนิยมที่ดีวัดได้ด้วยคุณค่าทางศิลปะ เช่น แบบเสื้อผ้าเรียบง่ายไม่รุงรัง สัดส่วนเหมาะเจาะ สีของเสื้อและกางเกงหรือกระโปรงเข้ากันได้ คนอ้วนไม่สวมชุดสีสว่างเกินไป คนผอมไม่สวมชุดที่มีลายทางตั้ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ผู้แต่งกายดูดี มีเสน่ห์ น่าประทับใจ
การแต่งกายดียังหมายถึงการให้เกียรติต่อสถานที่หรือคนที่คุณไปหา คุณไม่สวมชุดเปิดเผยแนบเนื้อไปฟังเทศน์ในวัดเพราะให้เกียรติพระและคนอื่นๆ ไม่สวมชุดสีสดใสไปงานศพ เป็นต้น
จะพบว่าการแต่งกายดีกินพื้นที่กว้างกว่าการแต่งกายเรียบร้อย มันแสดงถึงรสนิยมของผู้แต่งกาย ผสานการแต่งกายเข้ากับมารยาท ความเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือทำให้คนคนนั้นดูมีราคา
นี่ก็คือ “คนงามเพราะแต่ง”
4
เสรีภาพกับอิสรภาพเป็นสองวิถีทางสำคัญในการดำเนินชีวิต มนุษย์ควรมีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตของเขาเอง ในการเลือกคู่ครอง ในการศึกษาสายที่ต้องการ ฯลฯ นี่คืออุดมคติของชีวิตที่เป็นจริงได้
ทว่าการใช้ชีวิตในสังคมก็มีราคาของมันอย่างหนึ่ง นั่นคือ เสรีภาพมีขอบเขตของมัน การใช้ชีวิตแบบสัตว์สังคมหมายถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย
ย่อมมีคนบอกว่า “ทำไมยุ่งนัก? ก็แค่การแต่งตัว ทำไมต้องมีกฎอะไรมากมายวุ่นวาย”
ความจริงคือ ‘กฎ’ กับ ‘มารยาท’ เป็นคนละเรื่องกัน
กฎมาจากภายนอก มารยาทมาจากภายใน
โลกเรามีกฎการเสพไวน์แดงกับเนื้อ, ไวน์ขาวกับปลา กฎแบบนี้เกิดมาจากความนิยมที่คนกลุ่มหนึ่งตั้งขึ้นมาจากประสบการณ์ แต่การเสพไวน์แดงกับปลาก็ไม่ทำให้ท้องเสียแต่อย่างไร
มารยาทคือสิ่งที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นเพราะเราเชื่อว่าเรามีคุณค่าพอที่จะให้และรับความรู้สึกดีดีได้
การไปลามาไหว้ การค้อมหัวเล็กน้อยขณะเดินผ่านผู้ใหญ่ การยิ้มให้คนแปลกหน้า ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ทำให้ทุกคนรู้สึกดี มันมาจากภายในตัวตนของเรา
จนเมื่อเราต้องเสแสร้ง เช่นไหว้คนที่ไม่อยากไหว้ มันจะพ้นสภาพจากมารยาทเป็นกฎและโซ่ตรวนไปในทันที
คนไม่น้อยเห็นว่าการเป็นอิสระจากกรอบ การมีเสรีภาพที่จะเลือกคือการต้องแสดง-ป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าตนมีสิ่งเหล่านี้ แต่ทว่าการคิดนอกกรอบก็ไม่ได้หมายถึงต้องนอกกรอบไปหมดทุกเรื่อง หรือนอกกรอบเพียงเพื่อให้ชาวโลกรู้ว่าตนนอกกรอบ เสรีภาพในการแต่งกายก็มิได้มาจากการแต่งกายแบบตามใจฉันเสมอไป เสรีภาพในการพูดก็ไม่ได้หมายถึงการเอาแต่พูดๆๆๆๆ
อิสรภาพที่แท้จริงก็คือความสามารถที่จะยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่คิดแต่จะกบฏอยู่ทุกเรื่องทุกวัน เพราะการใช้ชีวิตในสังคมใดๆ ในโลกมีปัจจัยและตัวแปรมากกว่าตัวเราเอง
อิสรภาพคือการตามแฟชั่นเพื่อความสนุกได้ แต่ไม่ตกเป็นทาสของมัน ตามเพื่อนได้ แต่ไม่ตามจนเสียวิญญาณของตัวเอง
การแต่งตัววาบหวิวไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหากใช้อย่างมีรสนิยม ถูกจังหวะถูกที่ถูกเวลา แต่การแต่งตัววาบหวิวเพียงเพื่อสร้างความแตกต่างหรือสร้างจุดเด่นไม่ใช่อิสรภาพ มันเป็นโซ่ตรวนอย่างหนึ่ง
5
คำสั่งห้ามนักศึกษาสวมชุด ‘ไม่เรียบร้อย’ ก็เช่นเดียวกับคำสั่งอื่นๆ อีกนับร้อยนับพัน : ห้ามตัดป่า ห้ามฝ่าไฟแดง ห้ามทิ้งขยะ ห้ามกินเหล้าวันพระ ห้ามขายสุราก่อนเที่ยงวัน ห้ามปล่อยควันเสีย ห้าม — ฯลฯ
นับวันข้อห้ามก็มีแต่เพิ่มและปัญหาก็ไม่เคยหมดไป จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าคำว่า ‘ห้าม’ แปลว่า ‘จง’ และบางทีมันไม่แก้ปัญหาอะไรตราบที่เราไม่แก้ที่หัวของเราก่อน
ข้อห้ามอาจแก้ปัญหาแค่เปลือกนอกชั่วคราว แต่สำนึกที่ดีจะลบปัญหานั้นออกไปถาวร
มหาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนของผู้ใหญ่ ภารกิจของมหาวิทยาลัยมิใช่ยัดกรอกความรู้ แต่สอนวิธีเรียนและคิดเป็น ทั้งสองอย่างนี้ทำให้มหาวิทยาลัยต่างจากโรงเรียนกวดวิชา เพราะการเรียนมิได้สิ้นสุดในวันรับปริญญา และการคิดเป็นทำให้เด็กมีสมองและสำนึก
มีสมองคือรู้และเชื่อว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่หัว ไม่ใช่เป้า-เต้า-ตะโพก-ขาอ่อน ไม่ใช่กระเป๋าถือแบรนด์เนม
มีสำนึกคือรักอิสรภาพ กล้าต่อสู้เพื่อรักษาเสรีภาพ แต่ขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบ
ความรับผิดชอบต่อตัวเองคือรู้จักเติมความรู้ ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่เสพสารเสพติดจนร่างกายเสียหาย ความรับผิดชอบต่อครอบครัวคือดูแลลูก สามี ภรรยา พ่อ แม่ ความรับผิดชอบต่อสังคมคือช่วยทำให้สังคมนี้น่าอยู่ขึ้น และภูมิใจที่ได้อยู่ในสังคมนั้นๆ และอยากให้ลูกหลานของตนอยู่ในสังคมนั้นๆ
นี่คือเสรีภาพกับอิสรภาพที่เมื่อเราเข้าใจมันจริงๆ ข้อห้ามต่างๆ ก็ไม่จำเป็น
และนี่ก็คือความงามของการใช้ชีวิตที่ดี
วินทร์ เลียววาริณ
http://www.winbookclub.com
24 พฤษภาคม 2551
June 18th, 2009 at 7:57 pm
นักศึกษาควรใส่แบบฟอร์มดีแล้ว เพราะขนาดมีแบบฟอร์มยังมีแนวคิดใส่ที่แหวกแนวกันมาก ปล่อยให้มีเสรีภาพมากเกินไป คนไทยมักไม่อยู่ในกรอบ ขาดความยั้งคิดว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เอาแบบอย่างตะวันตกมาในทางที่ผิดๆ ขณะที่ตันแบบก็มีกรอบในการใส่