เรื่องนี้เป็นมุมมองของผมในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศไทย เลยอยากเอาแนวคิดที่ได้จากการพบปะพูดคุยกับบุคคลหลายๆคนในเรื่องๆนี้ มาเขียนเป็นบทความนี้ครับ
เรามาเริ่มด้วยคำถามว่า “ทราบไหมครับว่ามหาวิทยาลัยเหมือนกับหรือต่างกับโรงงานผลิตสินค้าตรงไหน???”
โรงงานผลิตสินค้าต้องลงทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า, ซื้อเครื่องจักร, จ้างพนักงานมาผลิต จนเมื่อผลิตเป็นสินค้าได้แล้วก็จะนำออกมาขายยังตลาดก็ได้เงินมาจากผู้ซื้อมา
ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ต้องลงทุนจ้างอาจารย์ และครุภัณฑ์วัสดุการเรียนการสอนเช่นคอมพิวเตอร์ โต๊ะ มาเพื่อผลิตสินค้าเทียบเคียงได้กับโรงงานที่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรและจ้างพนักงาน แต่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิดละคืออะไร ในกรณีนี้ก็เปรียบเทียบได้กับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนั้นนั่นเอง เพราะมหาวิทยาลัยเอานักศึกษามาผลิตเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถก็จะนำส่งสินค้า (บัณฑิต) นั้นออกสู่ตลาดแรงงาน
แม้จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากระหว่างโรงงานผลิตสินค้ากับมหาวิทยาลัย แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนมากอย่างนึงก็คือ เงินที่มหาวิทยาลัยได้มานั้นมาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษานั่นเอง เหมือนกับนักเรียนจ้างมหาวิทยาลัยไปผลิตตัวเขาเองจนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ก็ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ออกใบรับรองคุณภาพสินค้านี้ให้ แต่ก็จะไม่ได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริษัทที่จ้างบัณฑิตผู้นั้นไปทำงาน เหมือนอย่างที่โรงงานผลิตสินค้าเป็น
ทีนี้มหาวิทยาลัยจะมองบทบาทตนเองอย่างไรในการผลิตสินค้านั้นมีได้หลายแบบ
ถ้าต้องการได้กำไรมากๆก็ต้องรับนักศึกษาจำนวนมากๆ เพราะรายรับมาจากค่่าเล่าเรียนของนักศึกษาเอง และเมื่อเขาเรียนจบแล้วทางมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้รายได้อะไรอีก ซึ่งมันก็จะวนลูปมาว่าถ้ารับนักศึกษามามากๆก็อาจผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ตลาดแรงงานก็ไม่ยอมซื้อสินค้านั้น ทำให้สินค้านั้นเหลือในตลาดมากมาย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมีนักเรียนมาสนใจเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นน้อยลง เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองจบไปจากที่มหาวิทยาลัยนั้นก็จะไม่มีใครมาจ้างตนเองไปทำงาน
แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากที่คิดว่าเรียนเพื่อที่จะเอาปริญญา เพื่อจะได้เหมือนเป็นยันต์เพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว โดยดูจากที่ชือผู้รับรองคุณภาพสินค้านั้น (ในที่นี้ชื่อผู้รับรองคือชื่อมหาวิทยาลัย) และมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทตนเองจากการผลิตบัณฑิต (ผลิตคน) เป็นการผลิตใบรับรองบัณฑิตหรือปริญญา (ผลิตกระดาษ) มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก การแข่งขันเรื่องของการรับนักศึกษาให้ได้ตามจำนวน รวมถึงการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จการศึกษาให้ได้ (ตามเป้า) นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าคุณภาพที่เป็นเรื่องรองลงมา
โดยสรุปในความรู้สึกผมตอนนี้คิดว่ามหาวิทยาลัยเริ่มมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องการกำไรที่มากขึ้น ประกอบกับนักศึกษาสนใจแต่ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย มากกว่าความรู้ความสามารถที่ตนเองควรพึงหาในระหว่างที่เรียนอยู่ นั่นหมายถึงอุปสงค์กับอุปทานนี้มาพบกันด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย แต่นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษานั่นเอง
January 24th, 2008
ช่วงนี้ไม่ได้เขียน Blog มานาน เลยกะว่าจะเอาเรื่องที่คิดว่าอยากจะทำมาเขียนใส่ จะได้มีเรื่องใหม่ใน Blog สักที
สำหรับผมแล้วผมเองเข้า amazon.com อยู่ค่อนข้างบ่อยเพราะต้องเข้าหาดูหนังสือใหม่ๆที่อาจจะเอามาใช้ในวิชาที่จะเปิดสอน โดยปกติแล้วจะมีข้อมูลหลายๆอย่างที่พอจะช่วยบอกได้ว่าหนังสือเล่มนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไรได้จาก amazon.com เช่น
1. Sales Rank หรืออันดับยอดขายของหนังสือเล่มนั้น (มีการจัด Ranking แยกตามหมวดหมู่ของหนังสือด้วย) — อันนี้ต้องอยู่บนสมมุติฐานว่าหนังสือที่ขายได้ดี คือหนังสือที่เขียนดี
2. Average Customer Review เป็นค่าเฉลี่ยจากผู้อ่านและประเมินหนังสือ (Reviewer) ว่าได้ให้จำนวนดาว (Star) เท่าไหร่กับหนังสือเล่มนั้นๆ (ดีที่สุดก็คือได้ 5 ดาว ถ้าแย่ที่สุดก็คือ 1 ดาว) — อันนี้ต้องอยู่บนสมมุติฐานว่าไม่มี Reviewer ประเภทหน้าม้า เข้ามา Review
3. ข้อความหรือ review ที่ Reviewer แต่ละคนเขียน — อันนี้ต้องอยู่บนสมมุติฐานว่าไม่มี Reviewer ประเภทหน้าม้า เข้ามา Review เช่นกัน
แล้ว Top 1000 Reviewer ที่ Amazon.com มันคืออะไร? คำตอบก็คือ Ranking ของ Reviewers ที่ Amazon.com นั่นเอง เมื่อมีผู้อ่านที่อ่าน review นั้นแล้วคิดว่า review นั้นมีประโยชน์ก็จะทำการ Vote ให้กับ Reviewer คนนั้นๆ เราเรียกว่า “Helpful Votes” ถ้า Reviewer ใด มีจำนวน “Helpful Votes” มากๆ ก็จะได้อยู่ Rank บนๆ แล้วก็มี Badge ติดให้กับชื่อของเราด้วยว่าเราเป็น Top #1, Top 10, Top 50 หรือว่า Top 1000 Reviewer
ที่นี้ก็อาจจะสงสัยว่าทำไมอยากไปติดอันดับ Top 1000 Reviewer อืม…โดยส่วนตัวแล้ว…คำตอบของผมก็คือ เนื่องจากว่าผมก็อ่าน Review ของบางคนและคิดว่ามีประโยชน์ เมื่อเราได้อ่านหนังสือแล้วก็ควรจะ Review ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง นอกจากนี้แล้วถ้ามีการตั้งเป้าหมายว่าจะติด Top 1000 Reviewer ก็อาจะจะทำให้ได้อ่านหนังสือเยอะๆ (แบบว่ามีเป้าหมายจะได้แกมๆบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือ) เพื่อที่จะได้มาเขียน Review เยอะๆนั่นเอง
ที่นี้ก็อาจสงสัยต่อว่าจะต้องมี “Helpful Votes” จำนวนเท่าใด จึงจะได้ติด Top 1000 Reviewer? จากที่ผมเข้าไปดูที่ amazon.com วันนี้ 21 มกราคม 2551 พบว่า Reviewer อันดับที่ 1000
http://www.amazon.com/gp/customer-reviews/top-reviewers.html?page=100
เป็นของคุณ Jeffrey Lipscomb — http://www.amazon.com/gp/cdp/member-reviews/A2CZBZBE0WDDEB/ ซึ่ง วันนี้เค้ามีจำนวน Votes ที่เป็น Helpful Reviews จำนวน 3688 Votes
คำถามที่น่าสนใจต่อไปก็คือ คนที่ได้อันดับที่ 1 (Top #1 Reviewer) จะมีจำนวน “Helpful Votes” สักเท่าไหร่ ใช่ไหมครับ? ก็ให้คลิกที่ URL นี้เลย http://www.amazon.com/gp/cdp/member-reviews/AFVQZQ8PW0L/ — เห็นตัวเลขหรือยังครับ น่าทึ่งจริงๆ และเท่าที่ผมดูจำนวนหนังสือที่คุณคนนี้ที่ชื่อ Harriet Klausner ทำการ review ไป จะพบว่าเค้า Review หนังสือไปแล้วทั้งหมด 15537 เล่ม (เป็นตัวเลขวันที่ 21 มกราคม 2551) ไม่รู้เอาเวลาไปอ่านหนังสือไงได้ตั้ง 15000 เล่ม เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมจะพบว่าย้อนหลังไป 1 เดือนจนถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2550 คุณคนนี้ Review หนังสือไปทั้งสิ้น 197 เล่ม หรือถ้าคิดเป็นวันก็ต้องอ่านวันละ 6.56 เล่ม (คิดที่ 30 วันต่อเดือน) ไม่รู้ทำไปได้ไง – -”
แล้วตอนนี้ผมมีจำนวน “Helpful Votes” อยู่เท่าไหร่ละ? แหะๆ… 0 ครับ แต่ผมก็คิดว่าไม่ได้ serious อะไร อย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่า ตั้งเป้าหมายไว้จะได้อ่านหนังสือเยอะๆ และเพื่อพัฒนาตัวเองเป็น Reviewer หนังสือที่มีคุณภาพสักหน่อย ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้ติดอันดับ 1000 ภายในเมื่อไหร่ แต่หวังว่าจะเข้าใกล้มันขึ้นเรื่อยๆ
ผมจะเริ่มทยอย review หนังสือที่ amazon.com เร็วๆนี้ครับ และหนังสือเล่มไหนถ้าผม review ไว้ที่ Amazon.com จะมา review และ โพส URL ไว้ใน Blog นี้ด้วยครับ และถ้าคิดว่า review ของผมมีประโยชน์ ก็ช่วย Vote ให้ด้วยนะครับ 555+
January 21st, 2008