มหาวิทยาลัยกับโรงงาน (ตอนที่ 1)
Thursday, January 24th, 2008วันนี้เอาบทความที่เคยเขียนไว้แต่ยังไม่เสร็จ มาลงก่อนเป็นตอนที่ 1 ถ้าว่างจะมาเขียนตอนที่ 2 ต่อครับ
เรื่องนี้เป็นมุมมองของผมในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศไทย เลยอยากเอาแนวคิดที่ได้จากการพบปะพูดคุยกับบุคคลหลายๆคนในเรื่องๆนี้ มาเขียนเป็นบทความนี้ครับ
เรามาเริ่มด้วยคำถามว่า “ทราบไหมครับว่ามหาวิทยาลัยเหมือนกับหรือต่างกับโรงงานผลิตสินค้าตรงไหน???”
โรงงานผลิตสินค้าต้องลงทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า, ซื้อเครื่องจักร, จ้างพนักงานมาผลิต จนเมื่อผลิตเป็นสินค้าได้แล้วก็จะนำออกมาขายยังตลาดก็ได้เงินมาจากผู้ซื้อมา
ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ต้องลงทุนจ้างอาจารย์ และครุภัณฑ์วัสดุการเรียนการสอนเช่นคอมพิวเตอร์ โต๊ะ มาเพื่อผลิตสินค้าเทียบเคียงได้กับโรงงานที่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรและจ้างพนักงาน แต่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิดละคืออะไร ในกรณีนี้ก็เปรียบเทียบได้กับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนั้นนั่นเอง เพราะมหาวิทยาลัยเอานักศึกษามาผลิตเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถก็จะนำส่งสินค้า (บัณฑิต) นั้นออกสู่ตลาดแรงงาน
แม้จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากระหว่างโรงงานผลิตสินค้ากับมหาวิทยาลัย แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนมากอย่างนึงก็คือ เงินที่มหาวิทยาลัยได้มานั้นมาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษานั่นเอง เหมือนกับนักเรียนจ้างมหาวิทยาลัยไปผลิตตัวเขาเองจนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ก็ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ออกใบรับรองคุณภาพสินค้านี้ให้ แต่ก็จะไม่ได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริษัทที่จ้างบัณฑิตผู้นั้นไปทำงาน เหมือนอย่างที่โรงงานผลิตสินค้าเป็น
ทีนี้มหาวิทยาลัยจะมองบทบาทตนเองอย่างไรในการผลิตสินค้านั้นมีได้หลายแบบ
ถ้าต้องการได้กำไรมากๆก็ต้องรับนักศึกษาจำนวนมากๆ เพราะรายรับมาจากค่่าเล่าเรียนของนักศึกษาเอง และเมื่อเขาเรียนจบแล้วทางมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้รายได้อะไรอีก ซึ่งมันก็จะวนลูปมาว่าถ้ารับนักศึกษามามากๆก็อาจผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ตลาดแรงงานก็ไม่ยอมซื้อสินค้านั้น ทำให้สินค้านั้นเหลือในตลาดมากมาย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมีนักเรียนมาสนใจเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นน้อยลง เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองจบไปจากที่มหาวิทยาลัยนั้นก็จะไม่มีใครมาจ้างตนเองไปทำงาน
แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากที่คิดว่าเรียนเพื่อที่จะเอาปริญญา เพื่อจะได้เหมือนเป็นยันต์เพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว โดยดูจากที่ชือผู้รับรองคุณภาพสินค้านั้น (ในที่นี้ชื่อผู้รับรองคือชื่อมหาวิทยาลัย) และมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทตนเองจากการผลิตบัณฑิต (ผลิตคน) เป็นการผลิตใบรับรองบัณฑิตหรือปริญญา (ผลิตกระดาษ) มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก การแข่งขันเรื่องของการรับนักศึกษาให้ได้ตามจำนวน รวมถึงการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จการศึกษาให้ได้ (ตามเป้า) นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าคุณภาพที่เป็นเรื่องรองลงมา
โดยสรุปในความรู้สึกผมตอนนี้คิดว่ามหาวิทยาลัยเริ่มมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องการกำไรที่มากขึ้น ประกอบกับนักศึกษาสนใจแต่ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย มากกว่าความรู้ความสามารถที่ตนเองควรพึงหาในระหว่างที่เรียนอยู่ นั่นหมายถึงอุปสงค์กับอุปทานนี้มาพบกันด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย แต่นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษานั่นเอง