Posts Tagged ‘Education’

แต่งกายให้อยู่ในกรอบเป็นศัตรูของความคิดสร้างสรรค์ จริงหรือไม่??? (ตอนที่ 1)

Monday, May 26th, 2008

หลังจากที่ไม่ได้อัพเดท Blog เป็นเวลานาน จริงๆที่ผ่านมามีเรื่องหลายเรื่องจะเขียน แต่ยังขาดข้อมูลประกอบเลยต้องเว้นไปก่อน บังเอิญเมื่อวานได้อ่านบทความของหนุ่มเมืองจันท์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 23-29 พฤษภาคม 2551 หน้าที่ 24 ในชื่อเรื่องว่า “เครื่องแบบ” เลยทำให้ผมนึกอยากเขียนบทความนี้ลงใน Blog ขึ้นมาทันที เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้เคยคิดในเรื่องนี้มาเป็นระยะๆแล้ว และจะได้มีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้กับทุกๆคนครับ

เนื่องจากบทความของหนุ่มเมืองจันท์ค่อนข้างยาว ผมจึงขอคัดเฉพาะข้อความที่สำคัญมาเท่านั้น บทความเรื่อง “เครื่องแบบ” นั้นเริ่มต้นจากประเด็นการรีแบรนด์จาก TelecomAsia เป็น True

ศุภชัย เจียรวนนท์ จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ กำจัดอุปสรรคแห่งความคิดสร้างสรรค์ในเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นผนังกั้นระหว่างฝ่าย หรือ เน็คไท ที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์อุดตันอยู่ที่ลำคอ รวมถึงเครื่องแต่งกาย ที่เปิดให้พนักงานแต่งตัวได้ตามสบาย เสื้อยืดได้ กางเกงยีนส์ได้ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยเพื่อให้ความคิดสร้างสรรค์เปล่งประกายออกมา จนวันนี้ “ทรู” ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความทันสมัยไปแล้ว

ในขณะที่โลกแห่งการทำงานกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “เครื่องแต่งกาย” เขาค้นพบแล้วว่า “เครื่องแต่งกาย” เป็นหนึ่งใน “กรอบ” ที่ทำให้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่เจริญเติบโต นั่นคือโลกแห่งชีวิตจริงหลังผ่านรั้วมหาวิทยาลัย แต่ในโลกในมหาวิทยาลัย ไม่น่าเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งกำลังหมุนทวนเข็มนาฬึกา หยิบยกเรื่อง “เครื่องแบบนิสิตนักศึกษา” มาเป็นเรื่องใหญ่

คิดดูสิครับว่า นักศึกษาที่เรียนปีที่ 1 เขาอายุ 18 ปีแล้ว รัฐธรรมนูญให้เขามีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นการแสดงความเชื่อมั่นว่า คนอายุเท่านี้มีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกคนมาบริหารประเทศชาติซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับตัดสินคนกลุ่มนี้ไม่มีวุฒิภาวะในการแต่งตัว ไม่รู้ว่าควรจะแต่งกายอย่างไรไปเรียน ก็เลยออกระเบียบมหาวิทยาลับมาบังคับ

มหาวิทยาลัยต้องทำให้นักศึกษารู้จักการตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบ ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากจุดนี้ครับ การบังคับให้ทำตาม ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เลย ไม่ใช่ตั้งคำถามเฉพาะแค่ในห้องเรียน แต่ต้องตั้งคำถามในเรื่องใหญ่ๆ อย่างโลกและชีวิต หรือตั้งคำถามเล็กๆเรื่องเครื่องแต่งกาย แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการบังคับ ทำไมมหาวิทยาลัยไม่คิดนำเรื่องเครื่องแต่งกายมาเป็นยั่วให้แย้งบ้าง ให้นักศึกษารู้จักตั้งคำถามและหาคำตอบ ในขีวิตจริง เรื่องสำคัญที่สุดของเราไม่ใช่ “ความรู้” ในสมอง แต่เป็นเรื่อง “ดุลยพินิจ” เว้นในสิ่งที่ควรเว้น ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ เรื่องอะไรที่ควรเว้น เรื่องอะไรที่ควรทำ ไม่มีใครบอกได้ ต้องใช้ดุลยพินิจเอง

ในความคิดผม เรื่องเครื่องแต่งกายนักศึกษา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนักศึกษา แต่อยู่ที่ “อาจารย์” ตราบใดก็ตามที่ “อาจารย์” ยังติดกรอบความคิดเดิมๆ เชื่อว่า “ห้องเรียน” และ “มหาวิทยาลัย” ว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” และ “เครื่องแต่งกาย” เป็นสัญลักษณ์แสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาเรื่องนี้ก็จะยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง

องค์กรธุกิจหลายแห่งที่เคยมีความเชื่อแบบเดียวกับมหาวิทยาลัย เห็นสถานที่ทำงานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรบูชาด้วยเครื่องแต่งกาย วันนี้เขาค้นพบแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวพันกัน ผมเชื่อว่าถ้าผู้บริหารไม่สามารถทำลายกรอบความคิดเก่าๆ และพยายาม “มองข้าม” สิ่งเล็กๆ เขาจะไม่สามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้เลย

ไม่ทราบว่าผู้อ่านคิดเห็นกันอย่างไรบ้างครับ โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับหนุ่มเมืองจันท์ในหลายๆประเด็น และผมก็เชื่อว่าการแต่งกายนอกกรอบกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน น่าจะช่วยเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้จริง และมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ควรไปออกระเบียบเรื่องเครืองแบบที่เคร่งครัดเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่ควรที่จะไปเคร่งครัดที่เรื่องอื่นๆแทนเช่นวินัยการของเป็นนักศึกษาที่ดีเช่น การส่งการบ้านที่ตรงเวลา การมาเข้าเรียนตรงเวลา การไม่ทุจริตในการสอบ หรือแม้แต่การไม่ลอกการบ้าน เช่นการใช้ google ไปหาคำตอบหรือลอกคำตอบจาก Internet มาส่งรายงาน ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ควรจะละเลย และในความเป็นจริงกลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเรื่องระเบียบเครื่องแบบนักศึกษา

มหาวิทยาลัยน่าจะเอาเวลาไปเคร่งครัด และส่งเสริมให้นักศึกษามีคุณสมบัติของการเป็นนักศึกษาที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนและความเป็นนักศึกษา (Student Honor Code) มากกว่าเรื่องเครื่องแต่งกาย

แล้วที่ผ่านมาคณะฯหรือสถาบันฯไปเคร่งครัดกับเครื่องแบบนักศึกษามากไปหรือเปล่า แนวโน้มระเบียบการแต่งกายของนักศึกษาในอนาคตอันใกล้นี้จะเป็นอย่างไร รวมถึงที่มาและเหตุผลของระเบียบเหล่านั้นว่าเป็นมาอย่างไร (ผมไม่ได้เป็นผู้ออกระเบียบเหล่านั้นโดยตรง แต่ในฐานะอาจารย์และผ่านการเป็นผู้บริหารคณะฯมาเป็นระยะเวลานึง จึงพอจะทราบถึงเหตุผลและที่มาของระเบียบเหล่านี้บ้าง) ซึ่งผมจะเขียนต่อในตอนหน้า (ตอนที่ 2) รวมถึงผมจะแสดงความเห็นอื่นๆส่วนตัวในรายละเอียดเพิ่มเติม ในประเด็นที่หนุ่มเมืองจันท์เขียนไว้ด้วยครับ

ปล. โปรดเข้าใจว่าบทความนี้หรือใน Blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเพียงผู้เดียว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะฯหรือสถาบันฯหรือมหาวิทยาลัยแต่อย่างใดทั้งสิ้น

มหาวิทยาลัยกับโรงงาน (ตอนที่ 1)

Thursday, January 24th, 2008

วันนี้เอาบทความที่เคยเขียนไว้แต่ยังไม่เสร็จ มาลงก่อนเป็นตอนที่ 1 ถ้าว่างจะมาเขียนตอนที่ 2 ต่อครับ :)

เรื่องนี้เป็นมุมมองของผมในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศไทย เลยอยากเอาแนวคิดที่ได้จากการพบปะพูดคุยกับบุคคลหลายๆคนในเรื่องๆนี้ มาเขียนเป็นบทความนี้ครับ

เรามาเริ่มด้วยคำถามว่า “ทราบไหมครับว่ามหาวิทยาลัยเหมือนกับหรือต่างกับโรงงานผลิตสินค้าตรงไหน???”

โรงงานผลิตสินค้าต้องลงทุนซื้อวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้า, ซื้อเครื่องจักร, จ้างพนักงานมาผลิต จนเมื่อผลิตเป็นสินค้าได้แล้วก็จะนำออกมาขายยังตลาดก็ได้เงินมาจากผู้ซื้อมา

ส่วนมหาวิทยาลัยเองก็ต้องลงทุนจ้างอาจารย์ และครุภัณฑ์วัสดุการเรียนการสอนเช่นคอมพิวเตอร์ โต๊ะ มาเพื่อผลิตสินค้าเทียบเคียงได้กับโรงงานที่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรและจ้างพนักงาน แต่ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิดละคืออะไร ในกรณีนี้ก็เปรียบเทียบได้กับนักเรียนที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนั้นนั่นเอง เพราะมหาวิทยาลัยเอานักศึกษามาผลิตเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถก็จะนำส่งสินค้า (บัณฑิต) นั้นออกสู่ตลาดแรงงาน

แม้จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างมากระหว่างโรงงานผลิตสินค้ากับมหาวิทยาลัย แต่ก็จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนมากอย่างนึงก็คือ เงินที่มหาวิทยาลัยได้มานั้นมาจากค่าเล่าเรียนของนักศึกษานั่นเอง เหมือนกับนักเรียนจ้างมหาวิทยาลัยไปผลิตตัวเขาเองจนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ก็ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ออกใบรับรองคุณภาพสินค้านี้ให้ แต่ก็จะไม่ได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริษัทที่จ้างบัณฑิตผู้นั้นไปทำงาน เหมือนอย่างที่โรงงานผลิตสินค้าเป็น

ทีนี้มหาวิทยาลัยจะมองบทบาทตนเองอย่างไรในการผลิตสินค้านั้นมีได้หลายแบบ
ถ้าต้องการได้กำไรมากๆก็ต้องรับนักศึกษาจำนวนมากๆ เพราะรายรับมาจากค่่าเล่าเรียนของนักศึกษาเอง และเมื่อเขาเรียนจบแล้วทางมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้รายได้อะไรอีก ซึ่งมันก็จะวนลูปมาว่าถ้ารับนักศึกษามามากๆก็อาจผลิตสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ตลาดแรงงานก็ไม่ยอมซื้อสินค้านั้น ทำให้สินค้านั้นเหลือในตลาดมากมาย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมีนักเรียนมาสนใจเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นน้อยลง เพราะรู้ว่าเมื่อตนเองจบไปจากที่มหาวิทยาลัยนั้นก็จะไม่มีใครมาจ้างตนเองไปทำงาน

แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากที่คิดว่าเรียนเพื่อที่จะเอาปริญญา เพื่อจะได้เหมือนเป็นยันต์เพื่อแสดงว่าตนเองนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว โดยดูจากที่ชือผู้รับรองคุณภาพสินค้านั้น (ในที่นี้ชื่อผู้รับรองคือชื่อมหาวิทยาลัย) และมหาวิทยาลัยก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทตนเองจากการผลิตบัณฑิต (ผลิตคน) เป็นการผลิตใบรับรองบัณฑิตหรือปริญญา (ผลิตกระดาษ) มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก การแข่งขันเรื่องของการรับนักศึกษาให้ได้ตามจำนวน รวมถึงการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จการศึกษาให้ได้ (ตามเป้า) นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่าคุณภาพที่เป็นเรื่องรองลงมา

โดยสรุปในความรู้สึกผมตอนนี้คิดว่ามหาวิทยาลัยเริ่มมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องการกำไรที่มากขึ้น ประกอบกับนักศึกษาสนใจแต่ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย มากกว่าความรู้ความสามารถที่ตนเองควรพึงหาในระหว่างที่เรียนอยู่ นั่นหมายถึงอุปสงค์กับอุปทานนี้มาพบกันด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย แต่นั่นย่อมหมายถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษานั่นเอง